คำวิจารณ์บทความเรื่อง “ตลาดกับสำนึกทางสังคม”

จากอาจารย์สิริลักษณา อาจารย์วิมุต และคุณวิสูตร

 

 

ส่วนที่หนึ่ง : คำวิจารณ์จากอาจารย์สิริลักษณา คอมันตร์

 

อ่านบทความของอาจารย์ปกป้องด้วยความสนใจ และขอออกความเห็นเล็กๆน้อยๆดังนี้

 

ประการแรก ดิฉันเห็นว่า “สำนึกทางสังคม” กับ “ตลาด” ไม่จำเป็นต้องขัดกัน

การแสวงหาอรรถประโยชน์สูงสุด เป็นข้อสมมุติที่พยายามจำลองพฤติกรรม เพื่ออธิบายและพยากรณ์ (อย่างที่เราคุ้นเคย) ในการแสวงหาอรรถประโยชน์นั้น ไม่จำเป็นว่า ผลประโยชน์จะจำกัดอยู่แคบๆแค่ประโยชน์ที่ตนเองได้รับ ความอนาทรความห่วงใยผู้อื่น ความสุขของผู้อื่น ตลอดจนความเป็นสุขและความเป็นธรรมในสังคม สามารถปรากฏใน utility function ของปัจเจกชนได้ เราสามารถใช้ interdependent utility function เพื่อแสดงถึงสัมพันธภาพระหว่างบุคคลและระหว่างบุคคลกับสังคมโดยรวมได้ การวิเคราะห์แบบ"ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน" อาจดูแห้งแล้งขาดวิญญาณ แต่หากใช้จินตนาการให้มากขึ้นก็เป็นฐานที่รวมบริบททางสังคมได้

 

ประการที่สอง

โรงเรียนที่ทดลองใช้ค่าปรับเพื่อเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ปกครองให้รับผิดชอบไม่มารับบุตรสาย นั้น ยังตั้ง "ราคา" ในระดับที่ยังไม่เหมาะสมจึงเกิดผลลัพธ์ที่กลับตาละปัด "ราคา" ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของเงินทอง บางโรงเรียนจะระบุไว้ตั้งแต่แรกเปิดเรียน ให้ผู้ปกครองทราบว่า ครูและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน จะอยู่ที่โรงเรียนทุกวันเป็นเวลา 1

ชั่วโมงหลังโรงเรียนเลิก ภายหลังจากนั้นจำเป็นที่จะต้องล็อกประตูและจะไม่มีผู้ใดอยู่ในโรงเรียนได้ ให้ผู้ปกครองจัดการมารับเด็ก หรือจัดให้เด็กเข้าโครงการต่างๆที่มีเจ้าหน้าที่มารับ หรือรวมตัวกันเป็นกลุ่มกับผู้ปกครองด้วยกันเอง เพื่อผลัดกันมารับ (โดยต้องมีจดหมายแจ้งให้โรงเรียนทราบอย่างเป็นทางการ) ในกรณีเช่นนี้ พฤติกรรมไม่รับผิดชอบของผู้ปกครอง จะมี "ต้นทุน" สูงมาก หากไม่ปฎิบัติตามที่โรงเรียนแนะนำ การมาสายหมายถึงว่าเด็กจะต้องรออยู่โดยไม่มีใครดูแล ซึ่งเป็น "ราคา" ที่ผู้ปกครองทุกคนคงไม่ยินดีจ่ายเพื่อ "ซื้อ"การมาสาย

 

ประการที่สาม การปลูกฝังค่านิยมในชุมชนเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

มีตัวอย่างโครงการมากมาย ที่ประสพผลสำเร็จได้ ไม่ใช่เพราะงบประมาณที่ใช้ แต่ด้วยการระดม social capital ของชุมชน ชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจกันทำจนงานสำเร็จลง

การปลูกฝังค่านิยมที่ดีภายใต้ความสัมพันธ์แบบ “ชุมชน” จึงมีความสำคัญมาก แต่ค่านิยมที่ดีเกิดขึ้นได้อย่างไร สำนึกทางสังคมและคุณค่าทางจริยธรรมสร้างขึ้นมาอย่างไร ในประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์ มีตัวอย่างมากมายของค่านิยมชุมชนที่เสื่อมโทรม เช่นปลายยุคโรมัน social sanction ไม่เกิดขึ้นหรือใช้ไม่ได้ เพราะค่านิยมของชุมชนนั้นเป็นค่านิยมที่เน้นการสนองตัณหา ไม่ได้เน้น ความดีงาม ความเสียสละ หรือ จริยธรรม สัมพันธภาพทางสังคมยุคนั้น มิได้ส่งเสริมให้เสียสละหรือรับผิดชอบต่อบ้านเมือง “ชุมชน”มี“ความพอใจส่วนรวม”ตรงกัน และมิอาจป้องกันความหายนะได้ บางที การสร้าง “ชุมชน” ที่ดี อาจจะต้องอาศัยแนวคิดของระบบ "ตลาด" ประกอบไปด้วยก็ได้ :)

 

สิริลักษณา คอมันตร์

 

 

ปกป้องตอบคำถาม

 

สวัสดีครับอาจารย์

 

ต้องขอขอบคุณอาจารย์อย่างมากนะครับที่กรุณาอ่านบทความผมและเขียนมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผมมีประเด็นอยากจะคุยต่อจากประเด็นที่อาจารย์ยกขึ้นมา ดังนี้

 

ประการแรก ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานเป็นคำที่ผมใช้เรียก Standard Walrasian Economics ครับ ซึ่งผมเห็นว่าโมเดลทำนองนี้ยังจำกัดวงแคบอยู่ที่ประโยชน์ที่ตกกับตัวเองเป็นสำคัญ  ในบทความผมเสนอว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ดีขึ้นควรคำนึงถึง social preference และ non-self-regarding motive (ซึ่งคำนึงถึง intention ของคนอื่นต่อเรา) เช่น reciprocity motive ด้วย 

 

พวกเศรษฐศาสตร์สถาบันสายที่สนใจศึกษาพฤติกรรมของคน ก็พยายามต่อยอด preference function จากทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานให้ครอบคลุมพฤติกรรมเหล่านี้ เช่น สร้าง social preference function  reciprocal prefernce เป็นต้น โมเดลพวกนี้จะมีการนำเสนอ coefficient เข้าไปในสมการ เช่น reciprocity rate  ซึ่ง ในงานของหลายคน preference function ทำนองนี้เป็น empirically-based function   หากเราใส่ตัวแปรที่แสดงถึงการคำนึงถึงผู้อื่นหรือสังคม  outcome ของเกมที่แสดง coordination failure อย่าง prisoners'dilemma game อาจเปลี่ยนไป แทนที่จะหักหลังทั้งคู่อาจไปสู่ pareto superior equi ที่ร่วมมือกันทั้งคู่ได้

 

งานพวกนี้ยังคงศึกษาภายใต้ tradition ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก เพียงแต่พยายามทำให้ข้อสมมติสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น (เช่น มองคนมีความหลากหลาย และมองคนว่าเป็นมากกว่าสัตว์เศรษฐกิจ) หรือที่อาจารย์สิริลักษณาใช้คำว่าใช้จินตนาการมากขึ้นให้เป็นฐานที่รวมบริบทของสังคมนั่นเอง  แต่ผมไม่ได้เรียกงานเหล่านี้ว่าเป็น "เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน" เท่านั้นเอง

 

ประการที่สอง  จากงานศึกษาเรื่องสถานเลี้ยงเด็กที่ผมนำมาอ้างนั้น ผมเข้าใจว่า งานศึกษาต้องการดูผลของการใช้มาตรการคุมประพฤติผ่าน "ราคา" ภายใต้สถานการณ์สัญญาไม่สมบูรณ์ (ผลของการที่พ่อแม่มารับลูกสายเดิมไม่ได้ถูกระบุไว้ในสัญญาระหว่างทั้งสองฝ่าย) ดูว่าพ่อแม่จะเปลี่ยนการรับรู้และเปลี่ยนพฤติกรรมของคนตอบสนองต่อการใช้ความสัมพันธ์แบบตลาด (โดนปรับเงิน) อย่างไร 

 

ผมคิดว่าประเด็นไม่อยู่ที่การตั้งราคา "เหมาะสม" แล้วหรือไม่ที่จะทำให้พ่อแม่ไม่ไปรับลูกสาย  แน่นอนว่า ถ้าราคาแพงมาก ๆ พ่อแม่คงไม่ไปรับลูกสายแน่  แต่การทดลองนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเรียนรู้อะไรบางอย่าง ราคาจึงไม่ควรจะสูงมาก ๆๆ จนไม่มีใครกล้าไปรับลูกสายเลย  เท่าที่ผมเข้าใจ ผู้วิจัยยังมีความเห็นว่าราคาที่ตั้งในงานวิจัยนี้อยู่ในระดับที่มีนัยสำคัญที่จะเรียนรู้ผลบางอย่างจากมันได้  ผมเห็นว่า ควรตั้งค่าปรับเท่าไหร่ไม่ใช่ประเด็นเพราะหากเรามองด้วยมุมเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน จากเดิมที่พ่อแม่ไม่ต้องเสียค่าปรับ มาถึงสถานการณ์ใหม่ที่พ่อแม่ต้องเสียค่าปรับ เราก็น่าจะทำนายได้อยู่แล้วว่า พ่อแม่พึงเปลี่ยนพฤติกรรมไม่ไปรับลูกสาย เพราะต้นทุนได้สูงขึ้นกว่าเดิม  ที่งานชิ้นนี้น่าสนใจคือ เอาเข้าจริงแล้วมันไม่เป็นเช่นนั้น และเขาพยายามเสนอคำอธิบายว่าทำไมผลออกมาต่างจากคำทำนายของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน   เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะอธิบายปรากฏการณ์นี้อย่างไร ในเมื่อต้นทุนก็สูงขึ้น(ราคาแพงขึ้น) แต่ทำไมพฤติกรรมคนกลับบริโภคมากขึ้น 

 

ข้อเสนอที่อาจารย์สิริลักษณาเสนอทางเลือกในการควบคุมพฤติกรรมแบบอื่น ๆ ก็น่าสนใจ แต่ผมเข้าใจว่า งานศึกษาที่ผมอ้างถึงนี้ พยายามใช้ "ค่าปรับ" เป็นเครื่องมือ เนื่องจาก ต้องการดูผลของ "ตลาด"(กลไกราคา)ในรูปแบบที่ชัดเจน ต่อพฤติกรรมคน ท้ายที่สุด ผู้วิจัยมองว่า "ตลาด" เปลี่ยน "ความรับผิดชอบ" ให้เป็น "ทางเลือก" ที่คนยินดีจ่ายราคาซื้อหาได้  อีกนัยหนึ่ง ตลาดบั่นทอนสำนึกทางสังคม  ซึ่งผมว่าเป็น claim ที่น่าสนใจ และผมก็เห็นเช่นนั้น   งานศึกษานี้เป็นงานศึกษาแนว experimental economics และมีรายละเอียดอยู่พอสมควร ซึ่งผมไม่สามารถอ้างถึงในงานเขียนของผมที่เป็นบทความลงหนังสือพิมพ์ได้ อย่างไรก็ตาม อาจารย์ลองอ่านรายละเอียดดูนะครับ ผมได้แนบไฟล์มาให้พร้อมนี้แล้ว

 

ประโยคท้าย ๆ ของอาจารย์ว่า อาจหาวิธีอื่น(ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงิน)เพื่อเพิ่มต้นทุนจนไม่คุ้มที่พ่อแม่จะรับลูกสายนั้น ก็ยังเป็นแนวคิดตัดสินใจภายใต้ความคิดประเมินต้นทุน-ผลประโยชน์อยู่นั่นเอง ซึ่งหากอ่านบทความผมโดยตลอด ผมมีความเห็นว่า ภายใต้หลักคิดแบบตลาดไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมระยะยาวได้ เพราะคนคำนึงถึงผลประโยชน์สุทธิของตัวเองระยะสั้น นี่ไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน  ทางออกที่ยั่งยืนคือจะทำอย่างไรให้คนเปลี่ยนพฤติกรรมแบบสัตว์เศรษฐกิจนี้ให้เป็น norm ที่ดีของสังคม ที่ไม่คำนึงถึงแต่ผลประโยชน์ทางวัตถุ  (โปรดอ่าน argument นี้ช่วงท้ายของบทความ)

 

ประการที่สาม ผมเห็นด้วยกับอาจารย์สิริลักษณาครับ  ชุมชนหรือทุนสังคมเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหา coordination failure ทีเกิดขึ้นจากตลาด เช่น แก้ปัญหา public goods ที่คนต่างรอเป็น free rider ไม่มีใครยอม contribute ให้สังคม หรือแก้ปัญหา tragedy of common property เป็นต้น  หากคนมีค่านิยมแห่งการร่วมมือกัน ปรากฏการณ์แบบ prisoners' dilemma game ก็ไม่จบลงแบบหักหลังทั้งคู่ แต่สังคมสามารถดีขึ้นได้

 

ทีนี้ปัญหาหนึ่ง ของความเป็นชุมชนก็คือ ความสำเร็จในการยกระดับสวัสดิการของสังคมจากความสัมพันธ์แบบชุมชนนั้น ขึ้นกับค่านิยมในชุมชนเป็นอย่างไร ถ้าชุมชนมีค่านิยมที่ไม่ดี ก็ง่ายที่ค่านิยมที่ไม่ดีนั้นจะแพร่ในชุมชน มากกว่าแพร่ในตลาด  ดังนั้น ตัวคุณภาพของค่านิยมเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จ เช่นที่อาจารย์สิริลักษณายกประเด็น 

 

นอกจากนั้น อาจารย์ยังยกประเด็นสุดท้าย เรื่องชุมชนที่ดีต้องอาศัยแนวคิดตลาดประกอบด้วย ผมก็เห็นด้วยอีก ผมเคยเขียนบทความเรื่องตลาด รัฐ ชุมชน ในมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน ในบทความนั้นก็แสดงความเห็นว่า สถาบันแต่ละแบบต่างมีข้อดีข้อเสียทั้งนั้น ตลาดก็มีข้อดีหลายอย่าง และกติกากำกับพฤติกรรมแต่ละแบบ(หมายถึง ตลาด รัฐ หรือชุมชน) เหมาะที่จะใช้ภายใต้ลักษณะของสถาบันหรือสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่มีปัญหา conflict of

interest ไม่สูงมากและมีสัญญาที่สมบูรณ์ ตลาดก็ทำงานได้ดี  แต่หากมี conflict of interest ระหว่าง principal และ agent สูง และเป็น transaction ภายใต้ incomplete contract ผมเห็นว่าชุมชนทำงานได้ดี เพราะมี peer monitoring, etc..  การมีมิติของตลาดประกอบในสถาบันมีข้อดีตรงที่ไม่มีปัญหาเรื่องข้อมูลข่าวสาร มีกลไกการให้รางวัลและลงโทษที่โปร่งใส และมีแรงกดดันให้ต้องพัฒนาตัวเอง เป็นต้น   ท้ายที่สุด ผมเห็นว่า กติกาแบบต่าง ๆ ควรใช้ร่วมกัน ไม่ใช่เลือกแบบ either market or community  ประเด็นคือจะหาส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง "ระดับ" ของสถาบันแบบต่าง ๆ อย่างไร ซึ่งก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังเผชิญสถานการณ์แบบไหน และปัญหาเป็นเช่นไร

 

หากใครต้องการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมจากนี้ ก็ยินดีแลกเปลี่ยนด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ 

 

ปกป้อง

 

 

จากอาจารย์สิริลักษณาอีกรอบ

 

สวัสดีค่ะอาจารย์ปกป้อง

 

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณอาจารย์ปกป้องที่ส่งอะไรสนุกๆมาให้อ่าน

 

ขอตอบอาจารย์สั้นๆใน 3 ประเด็น

 

ประการแรก อาจารย์ถามว่า เศรษฐศาสตร์กระแสหลักจะอธิบายได้อย่างไรว่า "เมื่อต้นทุนสูงขึ้น(ราคาแพงขึ้น) ทำไมพฤติกรรมคนกลับบริโภคมากขึ้น" คือผู้ปกครองมารับลูกสายมากขึ้น  คำอธิบายของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ก็คือ การรับลูกเป็น inferior good อย่างแรง จนส่งผลให้เป็น Giffen good ด้วย  ซึ่งพฤติกรรมของผู้ปกครองก็บ่งชัดว่าเป็นเช่นนั้น

 

ประการที่สอง ดิฉันเห็นด้วย ที่ว่าในหลายกรณี ตลาดบั่นทอนสำนึกทางสังคม แต่ดิฉันมองว่า หากปลูกฝังสำนึกทางสังคมโดยใช้ตลาดอย่างเหมาะสมมันจะเกื้อหนุนกัน   ในกรณีของโรงเรียนหลายโรงเรียนในประเทศไทย ครูโรงเรียนอนุบาลจะอยู่ดูแลจนเด็กคนสุดท้ายกลับบ้าน  เป็นการดูแลที่ประทับใจผู้ปกครองมามากต่อมาก ทำให้ผู้ปกครองพยายามที่จะไม่มารับลูกช้า เพราะเกรงใจครู  นี่ก็เป็น  แต่ในกรณีของสถานเลี้ยงเด็กในงานวิจัยที่กล่าวถึง เห็นได้ชัดว่าความเกรงใจนั้น ไม่มี และผู้ปกครองยังสามารถซื้อการมาสายได้อีกด้วย  เมื่อเป็นเช่นนั้น วิธีแก้นั้นจะอาศัยกรอบทางสังคมคงไม่ประสพผลสำเร็จในเวลาอันสั้น  คงต้องอาศัย "ราคา" นั่นแหละไปพลางๆก่อน หากวัตถุประสงค์คือการแก้ปัญหา 

แต่ถ้าวัตถุประสงค์ของงานวิจัยคือการพิสูจน์ว่าการตั้งราคาที่ไม่เหมาะสมบั่นทองสำนึกทางสังคม  หรือ ต้องการดูผลของการใช้มาตรการคุมประพฤติผ่าน "ราคา" ภายใต้สถานการณ์สัญญาไม่สมบูรณ์  ดิฉันก็ไม่มีอะไรขัดข้อง

 

ประการสุดท้าย ที่อาจารย์กล่าวว่า  ข้อเสนอที่ให้ใช้วิธีอื่น(ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงิน)เพื่อเพิ่มต้นทุนจนไม่คุ้มที่พ่อแม่จะรับลูกสายนั้น "ยังเป็นแนวคิดตัดสินใจภายใต้ความคิดประเมินต้นทุน-ผลประโยชน์อยู่นั่นเอง" นั้น  ดิฉันเสนออย่างตั้งใจ  เพราะแม้แต่ในการแก้ปัญหาแบบชุมชน สถาบัน social capital นั้น ก็ยังคำนึงถึง  ต้นทุน-ผลประโยชน์  เพียงแต่มองในมุมกว้างขึ้น คนญี่ปุ่นไม่ขับรถเวลาเมา เพราะ"ต้นทุน"สูงมาก ถึงขั้นถูกไล่ออกจากงาน  การเสียชื่อเสียง เมื่อกระทำสิ่งที่ชุมชนประณาม ก็เป็น "ต้นทุน" ที่หล่อหลอมพฤติกรรมได้   แต่ก็เป็นที่น่าสังเกต ว่าในหลายสังคม คนที่ถูกประณามก็ยังมีคนบางคนยกย่องอยู่   การอาศัย "ชุมชน" เป็นกลไก จึงกระทำได้ไม่สมบูรณ์ ถึงแม้ว่าเป็นกลไกที่สำคัญ

แต่ก็อาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืนหรือทางออกระยะสั้นด้วยในบางกรณี

 

เห็นด้วยค่ะ ที่อาจารย์เขียนว่า  "สถาบันแต่ละแบบต่างมีข้อดีข้อเสียทั้งนั้น ตลาดก็มีข้อดีหลายอย่าง และกติกากำกับพฤติกรรมแต่ละแบบ(หมายถึง ตลาด รัฐ หรือชุมชน)

เหมาะที่จะใช้ภายใต้ลักษณะของสถาบันหรือสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน"

 

สิริลักษณา

 

 

ส่วนที่สอง : คำวิจารณ์จากอาจารย์วิมุต วานิชเจริญธรรม

 

ขอแสดงความเห็นด้วยคนนะครับ อ่านบทความปกป้องมาซักระยะหนึ่งแล้ว รู้สึกมีอะไรบางอย่างที่มันค้างคาใจพิลึก จะพยายามเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นคำพูดดูนะครับ

 

ประการแรก

เกี่ยวกับความรู้สึกเรื่องทัศนะของปกป้องที่สะท้อนอยุ่ในบทควมหลายๆชิ้น รวมถึงบทนำในหนังสือรวมบทความของปกป้องที่กำลังจะตีพิมพ์(ช่วยโฆษณานะ) ผมสังเกตุหลายครั้งแล้วว่าปกป้องมักจะยกแนวคิดที่ปกป้องเรียกว่า เศรษฐศาสตร์สถาบัน ไว้อยู่เหนือแนวคิดที่ปกป้องเรียกว่า เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก(มาตรฐาน) จนทำให้ผมเข้าใจว่าทั้งสองแนวคิดนี้มีความแตกต่างในเชิงพื้นฐานอย่างชัดเจนและไม่สามารถสานต่อกันได้ แต่เมื่อปกป้องตอบอาจารย์หญิงว่า เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานในความหมายของปกป้องนั้นเป็นเพียงกรอบการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์จุลภาคที่มักพบในการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีเท่านั้น ผมเลยเริ่มรู้สึกถึงความไม่ถูกต้องที่แฝงอยู่ในงานเขียนของปกป้องขึ้นมา เพราะเราต่างก็ทราบดีว่ากรอบการวิเคราะห์ที่ใช้ในเศรษฐศาสตร์จุลภาคระดับปริญญาตรีนั้น เป็นเพียงเครื่องมือระดับเบื้องต้นที่เราต่างใช้เพื่อสร้างจุดเริ่มต้นสำหรับการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ หาใช่เนื้อหาทั้งหมดของวิชาไม่ เราต่างรู้กันดีว่ากรอบความคิดนี้ง่ายสำหรับการแก้ปัญหาการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ซับซ้อน เช่นปัญหาผู้บริโภคที่ต้องการจัดสรรรายได้ที่มีอย่างจำกัด เพื่อซื้อหาสินค้าบริโภคที่มีอยู่มากมายในตลาด ปกป้องคงเห็นด้วยว่าหากปัญหาเล็กๆง่ายๆเช่นนี้ เราคงไม่จำเป็นต้องสร้างแบบจำลองที่ซับซ้อน

หรือดึงเอาสถาบันอันเป็นที่เคารพรักลงมาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

 

ผู้ที่ผ่านการเรียนระดับเหนือปริญญาตรีมาล้วนทราบดีว่าเนื้อหาในการศึกษาระดับสูงนั้นมีมากขึ้นเพียงใด เรื่องราวที่ปกป้องกล่าวถึง ไม่ว่าจะเป็น เรื่อง asymmetric information

incomplete contract game theory  ต่างบรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักระดับสูงทั้งสิ้น

 

ผมเชื่อว่านักเศรษฐศาสตร์เกือบทั้งหมดล้วนทราบดีถึงข้อจำกัดของกรอบการวิเคราะห์ในระดับปริญญาตรี และมิได้เชื่อโดยไม่ไตร่ตรองว่า utility function ของคนนั้นมีเพียงการบริโภคของตนเองเท่านั้น และก็มิได้เชื่อเช่นกันว่า self-interest มีความหมายที่แคบ เพียงตัวตนของหน่วยเศรษฐกิจที่ศึกษาเท่านั้น เพียงแต่เมื่อได้อ่านคำประกาศตัวของปกป้องในบทนำ และในงานเขียนอื่นๆของปกป้องแล้วรู้สึกเหมือนกับว่า นักเศรษฐศาสตร์(โดยเฉพาะผู้ฝักไฝ่แนวคิด"กระแสหลัก")ยืนอยู่ซีกหนึ่ง และปกป้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว อีกซึกหนึ่ง (เอ่อ อาจมีอ. รังสรรค์ ยืนอยู่ข้างๆก็ได้) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหนังสือของปกป้องถูกเผยแพร่ในวงกว้าง คนที่ไม่รู้จักวิชาเศรษฐศาสตร์อย่างถ่องแท้ อาจนึกภาพเช่นนี้ได้

 

ประการที่สอง เกี่ยวกับการยกประเด็นทางสถาบัน หรือชุมชน

มาเพื่อแก้ไขปัญหาในทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยปกป้องชี้ว่ากลไกเหล่านี้มีประสิทธิภาพกว่ากลไกราคา ผมยังพลอยรู้สึกด้วยว่าพวกที่สักแต่จะใช้กลไกราคา ซึ่งเป็นเครื่องมือของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานนั้น เป็นพวกที่ ... (ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าอะไรดี ) อย่างไรก็ตามหากให้ผมคาดเดากลไกการทำงานของชุมชนหรือสถาบัน ที่ส่งผลให้บุคคลมีพฤติกรรมที่เป็นคุณต่อสังคมโดยรวมนั้น วิธีคิดก็ยังไม่พ้นจากกรอบของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก นั่นคือสถาบันหรือชุมชน จะต้องมีการ"ให้" เพื่อล่อใจ หรือ "ลงโทษ" เพื่อห้ามปราม ในลักษณะเดียวกับการที่ return และ cost สร้างแรงจูงใจให้กับบุคคลทำการเลือก ในระบบตลาด ทั้งนี้เพราะพื้นฐานของการวิเคราะห์ทั้งสองแนวนั้นเหมือนกัน คือคนมี rationality ไม่โง่ และพร้อมจะตอบสนองต่อสิ่งจูงใจ พร้อมจะหลีกเลี่ยงบทลงโทษ หรือต้นทุนต่างๆ การเลือกของคนนั้นนำมาซึ่งจุดotimum ที่เราสามารถหา marginal rate of substitution ได้ และทำให้เราสามารถ price สิ่งต่างๆในระบบได้ ดังนั้นผมจึงไม่เห็นถึงความแตกต่างใดๆในระดับพื้นฐานระหว่างแนวสถาบันกับกระแสหลัก ยิ่งไปกว่านั้น

ผมยังมองแนวสถาบันว่า เป็นเพียงส่วนที่แตกกิ่งออกมาจากกระแสหลักด้วยซ้ำ

 

ประการสุดท้ายเกี่ยวกับบทความที่ปกป้องยกมาเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องค่าปรับ

ผมดูผ่านๆเข้าใจว่าประเด็นที่บทความต้องการนำเสนอคือมุมมองใหม่เกี่ยวกับการป้องกันการกระทำผิด ซึ่งหากเราจะตะบันใช้บทลงโทษ เก็บค่าปรับ เพื่อสร้างต้นทุนให้กับผู้กระทำผิดนั้น อาจไม่เป็นผล เพราะผู้ที่คิดจะกระทำผิดอาจมองว่าค่าปรับเป็นเสมือนค่าผ่านประตูสำหรับการเข้าไปทำผิด ดังนั้นเมื่อเขาต้องการกระทำผิด เขาจึงยินดีจ่ายค่าปรับ ในมุมมองของผู้รักษาความสงบในสังคม การได้รับค่าปรับไม่ใช่สิ่งที่พึงปรารถนาที่สุด (ส่วย สุดยอดกว่า) หากแต่ผู้รักษาความสงบในสังคมต้องการไม่ให้เกิดการกระทำผิดขึ้น

ดังนั้นการป้องกันด้วยการปรับจึงไม่สามารถdeter crime ได้ ซึ่งเรื่องราวเช่นนี้ผมก็เคยได้รับทราบมาบ้าง จากเพื่อนอาจารย์ของเรา คืออาจารย์ธาตรี ผู้ซึ่งเคยใช้วิธี"ปรับ" ลูกด้วยการตี เมื่อลูกกระทำผิด แต่เมื่อเวลาผ่านไปซักระยะ ลูกอาจารย์ธาตรีรับรู้ถึงกฎกติกา และได้คำนวณ cost-benefit ของการกระทำผิดแล้ว จึงยื่นมือให้อาจารย์ธาตรีตีก่อน แล้วจึงกระทำผิดตามที่ต้องการ  ผมเชื่อว่ากรณีศึกษานี้ใช้ได้กับความผิดเล็กๆน้อยๆ คนเราสามารถมองการจ่ายค่าปรับเหมือนการซื้อสะดวก จะบอกว่าสถาบันไม่ดี ชุมชนไม่เข้มแข็ง รึ ก็คงไม่ใช่ ข้อความจริงอันหนึ่งของคนเราก็คือ เวลาในหนึ่งวันมีจำกัด และแต่ละนาทีนั้นมีค่า หากผมไม่ต้องเสียเวลากับเรื่องงี่เง่าบางเรื่องได้ แม้ว่าจะต้องเสียเงินบ้างผมก็ยอม

ไม่ว่าจะในสถานการณ์ใด เรื่องราวจะเป็นอย่างไร คนเราตอบสนองต่อแรงจูงใจ เสมอดังในทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ขอเพียงให้เรา model ให้เป็นก็แล้วกัน

 

วิมุต

 

 

ตอบอาจารย์วิมุต

 

 

สวัสดีครับอาจารย์วิมุต และทุกท่าน

 

ผมอ่านคำวิจารณ์ของอาจารย์วิมุตแล้ว ผมคิดว่า หัวใจของความไม่เข้าใจกันระหว่างผมกับอาจารย์วิมุตมี "การเมืองว่าด้วยคำนิยาม" อยู่เบื้องหลัง (ไม่ใช่ในความหมายที่ต่างคนต่างทำทุกวิถีทางให้คนอื่นเชื่อตน เช่น จงใจสร้างความเข้าใจผิด ๆ ให้อีกฝ่ายอะไรทำนองนั้นนะครับ นั่นเป็นนิยามการเมืองในภาษาไทย)  ผมคิดว่าผมกับอาจารย์วิมุตนิยาม เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน หรือเศรษฐศาสตร์สถาบัน แตกต่างกัน  นิยามที่แตกต่างกันสะท้อนการให้คุณค่า ให้น้ำหนัก เจาะจง focus point ต่อประเด็นที่ศึกษาแตกต่างกัน จึงนำมาซึ่งข้อสรุปในใจและข้อเสนอแนะทางนโยบายที่อาจดูแตกต่างกัน ซึ่งก็ไม่มีใครถูก ไม่มีใครผิด และนี่เป็นเรื่อง subjective ไม่ใช่ objective นะครับ (หมายถึงการเลือกจุดเน้นหรือเลือกให้น้ำหนักคุณค่า) ถึงที่สุด เราเห็นว่าดีเบตทางเศรษฐศาสตร์จำนวนมากระหว่างฝ่ายซ้ายกับขวาเป็นการช่วงชิงการนิยามอะไรบางอย่างที่เราต้องการศึกษา รวมถึงวิธีที่ใช้ศึกษา และต่างฝ่ายต่างพยายามสร้าง "ชุดเรื่องเล่า" ของตัวเองขึ้นมา อันทำให้ทฤษฎีมีความแตกต่างกัน

 

ผมเข้าใจว่าอาจารย์วิมุตมักคิดว่า เศรษฐศาสตร์สถาบันเป็น "เพียงส่วนแตกกิ่งของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเท่านั้น" เนื่องจาก ยังวิเคราะห์ภายใต้ tradition ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอยู่ระดับหนึ่ง (ซึ่งอาจารย์วิมุตอาจคิดว่าอยู่ "มาก" ส่วนผมอาจคิดว่าอยู่ "บ้าง" อันนี้เป็นตัวอย่างของการเมืองว่าด้วยคำนิยาม ซึ่งเป็น subjective) แต่ผมไม่เห็นเช่นนั้น เพราะผมยังเห็นว่า เศรษฐศาสตร์สถาบัน (ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเข้าใจตรงกันหรือเปล่า)เสนอเรื่องเล่าที่แตกต่างจาก "เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน" (ซึ่งก็ไม่รู้อีกว่าเข้าใจตรงกันมั้ย) มีจุดตั้งต้นต่างกัน มีจุดเน้นในการศึกษาต่างกัน  การเคลมว่าเศรษฐศาสตร์สถาบันเป็นเพียงกิ่งหนึ่งของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักดูจะเป็นเคลมที่รุนแรงไปสักหน่อย ไม่ต่างจากเคลมที่นักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายเคลมว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่มีประโยชน์ทำนองนั้น ซึ่งผมก็ไม่เห็นด้วยกับเคลมทั้งสอง

 

ผมเห็นว่า เศรษฐศาสตร์สถาบันก็พยายามผลิตชุดเรื่องเล่าของตัวเองขึ้นมา ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าที่เล่าต่อทั้งนั้น มีประเด็นใหม่ ๆ เกิดขึ้นมาก การให้น้ำหนักก็แตกต่างกัน เช่น ให้น้ำหนักกับ rule of the game กับ reciprocity motive กับ incomplete contract อย่างที่ผมบอก โลกของนักเศรษฐศาสตร์สถาบันเป็นโลกที่ incomplete contract เป็น general case ไม่ใช่ exceptional case อย่างที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานมอง โมเดลก็มีความแตกต่างกัน (แต่อาจารย์วิมุตอาจเห็นว่ามันก็เหมือนกัน เพราะ setting มาจากฐาน neoclassics ตามนิยามอาจารย์วิมุต)  บางส่วนหรือบางมิติในโมเดลของเศรษฐศาสตร์ทั้งสองแนวอาจจะทับกันบ้าง (เหมือน intersection ของวงกลมสองวง) แต่มันก็ยังเป็นวงกลมสองวงอยู่ตามความเห็นของผม(ที่มีบางส่วนซ้อนทับกัน) ไม่ใช่มีวงกลมเดิมแล้วมีวงใหม่ขยายจากวงเดิม  ส่วนคิดว่าจะซ้อนทับกันมากน้อย ก็ subjective อีกนั่นแหล่ะ 

 

เขียนมาถึงตรงนี้แล้ว ผมคิดว่าเถียงประเด็นนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไรมากนะครับ เพราะถ้าเศรษฐศาสตร์สถาบันจะเป็นนีโอคลาสสิกแล้วมันจะเป็นยังไง หรือถ้ามันไม่เป็น แล้วมันจะเป็นยังไง  มันก็มีสารอะไรบางอย่างที่น่าศึกษาอยู่นั่นเอง แล้วผมคิดว่า พวกเราคงเห็นเหมือนกันว่า สารที่มันพยายามส่งไปยังวงวิชาการเศรษฐศาสตตร์มันช่วยให้เราทำความเข้าใจโลกได้ดีขึ้น  ดังนั้น ประเด็นถกเถียงควรจะเป็นทำนอง เศรษฐศาสตร์สถาบันเสนออะไรที่แตกต่างเพิ่มเติมจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก(มาตรฐาน) ? น่าจะเป็นประโยชน์กว่า

 

ผมเห็นว่านอกจากมันจะแนะนำ incomplete contract asymmetric information ฯลฯ ที่อาจารย์วิมุตบอกว่าเศรษฐศาสตร์ในระดับสูงก็สอนกันอยู่แล้ว  แต่ผมเห็นว่า เศรษฐศาสตร์สถาบันบางแนว ก็เสนออะไรที่แตกต่างในระดับโมเดลเหมือนกัน ตัวอย่างเช่น replicator equations ที่ใช้อธิบาย replicator dynamics พยายามศึกษา out-of-equilibrium analysis พยายามศึกษา macrofoundation of micro behavior หรือใช้เศรษฐศาสตร์แนวทดลองเป็นพื้นฐานในการสร้างสมการหรือโมเดล ซึ่งการทดลองจำนวนมากมันบั่นทอนความศักดิ์สิทธิ์ของข้อสมมติกระแสหลักโดยบอกว่าคนไม่ได้ตอบสนองต่อแรงจูงใจเสมอ  หรืออาจารย์จะบอกอีกว่า evolutionary economics หรือ behavioral economics ก็ยังเป็นเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอยู่อีก  อันนี้ผมว่า sam bowles หรือ daniel kahneman ก็คงยอมรับไม่ได้เหมือนกัน  ซึ่งจริง ๆ พวกนักเศรษฐศาสตร์สายทีสนใจศึกษาเศรษฐศาสตร์สถาบันโดยมากเขาก็ไม่เรียกตัวเองว่าเป็นนัก ศศ กระแสหลักด้วย 

 

ผมคิดว่างานวิชาการของนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้เสนอโมเดลที่มี tradition ของตัวเอง พอจะเรียกได้ว่า เป็นงานอีกแนวหนึ่ง แม้งานของหลายคนจะมีโมเดล ศศ กระแสหลักเป็นฐานก็ตาม  วาระแห่งการวิจัยมาตรฐานของงานแนวนี้ก็แตกต่างจากวาระวิจัยมาตรฐานของพวกที่เรียกตัวเองว่าเป็นนักศศกระแสหลักเช่นกัน  อยากให้ลองได้อ่านงานวิจัยของกลุ่มพวกนี้ดูบ้าง อย่าใช้บทความหนังสือพิมพ์ของผมเป็นเกณฑ์ตัดสิน เพราะผมต้องเขียนให้ชาวบ้านเข้าใจด้วย จึงไม่ได้ยก methodology หรือไม่ได้แสดงการสร้างโมเดล นอกจากได้อ้างอิงที่มาให้ไปอ่านกันต่อท้ายบทความ

 

ประเด็นต่อมาก็คือ เราจะนิยามเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่างไร อันนี้ตอบไม่ได้นะครับว่าเส้นแบ่งระหว่างกระแสหลักหรือกระแสรองอยู่ตรงไหน subjective อีกเหมือนกัน  keynesian economics ถือว่าต่อยอดมาจาก classics มั้ย ในเมื่อยังยอมรับอะไรบางอย่างจากเดิมเช่นเส้น labor demand   พวก keynes ก็จะมองว่าทฤษฎี classics ไม่ใช่ general theory แต่เป็น special case ผมว่าก็คล้าย ๆ กับที่พวกสถาบันมองว่าโลกที่สร้างศศกระแสหลักมาตรฐานขึ้นมาและที่กระแสหลักมาตรฐานพยายามกลับไปอธิบายก็ไม่ใช่ general case แต่เป็น special case  

 

เมื่อเราไม่สามารถนิยามเศรษฐศาสตร์กระแสหลักได้ว่ามันเป็นอย่างไรแน่ มีเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน ผมเลยพยายามหลีกเลี่ยงเวลาเขียนบทความ โดยใช้คำว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานแทนเสมอ (นอกจากพิมพ์ตกหรือปรู๊ฟไม่ดี) ผมคิดว่าอันนี้นิยามได้แบบมีจุดเข้าใจร่วมกัน และผมคิดว่าบทความของผมทุกชิ้นก็แฟร์กับเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนะครับ เพราะที่มุ่งวิจารณ์ ผมก็มุ่งวิจารณ์สิ่งที่ผมเรียกว่า ศศ กระแสหลักมาตรฐานตลอด และธีมก็คือ เราต้องการทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ดีกว่านี้ ซึ่งการต่อยอดของฝ่ายกระแสหลักเองในส่วนที่อาจารย์วิมุตได้ยกตัวอย่างก็เป็นความพยายามที่ทำให้วิชาของเราอุดมสมบูรณ์ขึ้น เช่นเดียวกับการเติมแต่งของพวกสายสถาบัน

 

เศรษฐศษสตร์กระแสหลักมาตรฐานของผมหมายถึง standard walrasian economics/paradigm ที่ใช้เรียนใช้สอนกันเป็นพื้นฐานทั่วไปในมหาวิทยาลัย มากกว่างานวิจัยที่หลากหลายที่ต่อยอดจากโมเดลมาตรฐานที่เหล่านักวิชาการสายนี้ผลิตกัน  walrasian paradigm ตามความเข้าใจของผมก็คือ โมเดลที่มองคนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ มีเหตุมีผลแบบเศรษฐศาสตร์ เชื่อว่า aggragate social outcome เป็นผลของการกระทำของปัจเจกบุคคลรวมกัน เชื่อใน uniqueness and stability of General equilibrium เป็นต้น  อันนี้เป็นโมเดลของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน 

 

หน้าที่ผมที่พยายามเขียนบทความหรือธีมของบทความในหนังสือรวมเล่มก็คือ การพยายามวิจารณ์โมเดลมาตรฐานนี้ว่ามันมีปัญหาอะไร มีคนจัดการกับปัญหานี้อย่างไร เป็นต้น  ไม่ได้ผูกขาดว่า ศศ สถาบันเท่านั้นที่แก้ปัญหานี้  ผมไม่ได้ตั้งประเด็นวิจารณ์ ศศ กระแสหลัก เพราะอย่างที่บอกว่าไม่รู้จะนิยามอย่างไร  ผมเห็นว่า การจะต่อยอดหรือสร้างโมเดลใหม่ ควรเข้าใจโมเดลมาตรฐาน และวิจารณ์จุดอ่อนของมัน  ผมคิดว่าอันนี้ชัดเจนมาก  อาจารย์วิมุตมักเข้าใจว่า ศศ สถาบันต้องมี "ความแตกต่างกันในพื้นฐานอย่างชัดเจนและไม่สามารถต่อยอดกันได้" ซึ่งอันนี้ก็เป็นความเข้าใจไปเองส่วนตัวของอาจารย์วิมุตเองครับ  ผมคิดว่า ผมรวมทั้ง อ สมบูรณ์ อ รังสรรค์ ก็ไม่เคยเคลม และก็ได้ตอบคำถามนี้ชัดเจนพอควรในงานสัมมนากลุ่ม ศศ สถาบัน ครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน และงานเขียนของผมก็ไม่ได้เคลม ถ้าอ่านดูก็จะเข้าใจว่า ผมพยายามยกตัวอย่างงานที่พยายามอธิบายโลกให้ดีขึ้น โดยงานหลายชิ้นก็เพิ่มข้อสมมติให้ใกล้เคียงกับโลกความจริงขึ้น และพยายามอธิบายปรากฏการณ์ที่ ศศ มาตรฐานอธิบายไม่ได้หรือได้ไม่ดี 

 

การพยายามชี้ให้เห็นจุดบกพร่องของทฤษฎีมาตรฐานเป็นเรื่องสำคัญนะครับ และผมเห็นว่า มีคนพูดถึงเรื่องนี้น้อยเกินไป จึงพยายามนำมิติใหม่ ๆ มาเล่าให้คนอ่านได้อ่าน ซึ่งงานผมก็ไม่เคยเคลมว่านี่เป็นเนื้อหาทั้งหมดของเศรษฐศษสตร์ แต่บอกเสมอว่าโลกแห่ง ศศ หลากหลาย และลึกซึ้งกว่า ศศ กระแสหลักมาตรฐาน และไม่ได้พยายามซุกไว้ด้วย แต่ผมอาจจะให้คำนิยามและคุณค่ากับคำว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักต่างจากอาจารย์วิมุต อาจารย์เลยรู้สึกไม่สบายใจมาก แต่ผมไม่รู้สึกว่าทำลายสถาบัน ศศ กระแสหลักตรงไหน

 

 ท้ายที่สุด อาจารย์บอกว่าอ่านบทนำของหนังสือผมแล้วรู้สึกเหมือนว่า นัก ศศ กระแสหลักยืนอยู่ข้างนึง ผมยืนอยู่กับอาจารย์รังสรรค์อีกข้างหนึ่ง  อันนี้ก็ subjective นะครับ ผมไม่รู้สึกอย่างนั้นเลย ผมก็แค่บอกว่าผมคิดอย่างไรในบทนำเท่านั้นเอง และสิ่งที่ผมคิดแตกต่างจาก ศศ กระแสหลักมาตรฐานอย่างไร และก็ไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว(หรืออยู่กันแค่สองคน)อย่างที่อาจารย์คิดด้วยนะครับ (แม้ไม่ใช่แฟนหงส์ก็ตาม)  ผมกลับไปอ่านดูอีกครั้ง ก็ไม่ได้รู้สึกอย่างอาจารย์จริง ๆ และผมก็เขียนชัดเจนว่า ศศ กระแสหลักมาตรฐานก็มีประโยชน์อยู่ ภายใต้บริบทบางแบบ แต่ไม่สามารถอธิบายโลกที่เราอยู่ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์  ผมเขียนเรื่องพวกนี้ ส่วนหนึ่งเป็นความสนใจส่วนตัว ส่วนหนึ่งได้เรียนกับคนพวกนี้ที่นี่ ส่วนหนึ่งผมเห็นว่าคนเขียนบทความที่ตั้งคำถามต่อระเบียบวิธีศึกษาเศรษฐศาสตร์ต่อสาธารณชนมีน้อยมาก ผมก็เลยเขียนเรื่องพวกนี้บ่อย เพราะคิดว่าจะเป็นประโยชน์ แต่ต้องเข้าใจธรรมชาติของการเขียนบทความหนังสือพิมพ์ด้วยนะครับ ซึ่งมีข้อจำกัดมากมาย  บทความที่เขียนเรื่องทำนองนี้มีที่ให้ลง ผมว่าก็บุญแล้วครับ (พูดทีเล่นทีจริง)  ส่วนจะทำให้คนอ่านเข้าใจผิดเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์หรือไม่อันนี้ก็จนใจนะครับ เพราะคนเขียนหนังสือไม่ได้เป็นเจ้าของผลงานทั้งหมดแต่สาธารณชนจะวิจารณ์และตีความกันไปตาม "โลก" (หมายถึง ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ประสบการณ์ ภุมิหลัง) ของตัวเอง  แต่ผมคิดว่าผมเขียนด้วยความแฟร์แล้ว

 

ท้ายจริง ๆ อาจารย์วิมุตบอกว่า นักเศรษฐศาสตร์เกือบทั้งหมดทราบดีถึงข้อจำกัดของกรอบการวิเคราะห์แบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน  ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ดีน่ะสิครับ ผมเกรงว่าคนรู้เท่าทันอย่างอาจารย์วิมุตจะมีไม่มาก (ไม่ได้หมายความเจาะจงถึงในคณะเรานะครับ แต่หมายถึงอาชีพนักเศรษฐศาสตร์โดยทั่วไป) ลองดูที่เราเรียนเราสอนกันในระดับ ป ตรี หรือ ป โทก็ได้ เราคุยกันเรื่องปัญหาของระเบียบวิธีศึกษา หรือ วิพากษ์มันขนาดไหน ผมคิดว่ายังน้อยมาก ๆๆๆ นะครับ เราแค่เรียนที่โมเดลว่าไว้ ส่วนการวิพากษ์โมเดลนี่แทบไม่มี ไม่ว่าจะไม่เห็นความสำคัญหรืออ้างว่าไม่มีเวลาก็ตาม (การอ้างว่าไม่มีเวลาก็คือไม่เห็นความสำคัญนั่นแหล่ะ) 

 

แล้วหลายคนที่จบจากคณะเราเป็นอาทิ ก็ยังเชื่อว่า ตลาดเป็นโลกพระศรีอาริย์ มากไปกว่านั้น หรือตัวอย่างเช่น ลองฟังสุ้มเสียงของพวกเทคโนเครตหรือนักเศรษฐศาสตร์บางคนที่สนับสนุนนโยบายเปิดเสรีทางการเงินโดยไม่ตั้งคำถามต่อระบบการเงินแบบเสรีนิยมใหม่ ที่มีความไร้เสถียรภาพและมีปัญหาข่าวสารไม่สมมาตรดูก็ได้ หรือว่าในเมื่อเราเห็นตรงกันว่าปัจจัยสถาบันเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าใจโลกอย่างสมบูรณ์ ทำไมคำอธิบายทำนองนี้ไม่ใช่คำอธิบายในกระแสหรือในสาธารณะของงานเขียนของนักเศรษฐศษสตร์ไทย  ผมก็ยังเห็นว่างานของอาจารย์รังสรรค์ก็ยังแตกต่างจาก pop economist คนอื่น ๆ ซึ่งนั่นก็บอก trend อะไรบางอย่างของวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ไทยได้  ในแง่นี้ ผมคิดว่าอาจารย์วิมุตออกจะมองโลกในแง่ดีเกินไปหน่อยครับ

 

 

ด้วยความเคารพ

 

ปกป้อง

 

 

ตอบอาจารย์วิมุต รอบสอง

 

สวัสดีอีกรอบนะครับ

 

ขอเพิ่มเติมประเด็นสั้น ๆ อีกสักสองประเด็น

 

หนึ่ง อาจารย์วิมุตบอกว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่รู้อยู่แล้วว่า โมเดลมาตรฐานมีข้อบกพร่องและตระหนักรู้ถึงข้อบกพร่องนั้นอยู่แล้ว  ผมเขียนในเมล์ก่อนบอกทำนองว่า ผมไม่เห็นเช่นนั้นโดยเฉพาะในวงวิชาการเศรษฐศาสตร์ไทย (ดูย่อหน้าท้าย ๆในเมล์ก่อน)  ผมเห็นว่าการวิจารณ์ standard walrasian model ที่ผมเรียกว่า ศศ กระแสหลักมาตรฐาน เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจาก paradigm นี้ ครอบงำความคิดของนักเศรษฐศาสตร์และคนเรียนเศรษฐศาสตร์ "ส่วนใหญ่"   นักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าถึงหรือติดตามหรือสนใจงานใหม่ ๆ ที่ตีพิมพ์ใน journal มีเพียงส่วนน้อยมาก เมื่อเทียบกับ คนที่ได้เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ผ่านระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่ได้มีแค่เด็กเศรษฐศาสตร์เท่านั้น อาจารย์อย่าลืมว่าคณะอื่นหลายคณะก็ต้องเรียนเศรษฐศาสตร์ และอย่าลืมว่ายังมีที่สภาบันราชภัฎ และพวกที่เรียนอาชีวศึกษาด้วย   ดังนั้น ภาพของเศรษฐศาสตร์ที่พวกนี้เข้าใจเป็นภาพของโมเดลมาตรฐานนะครับ ไม่ใช่วิชา ศศ ระดับสูง ไม่ใช่งานใหม่ ๆ ใน journal  ดังนั้น การพยายามให้คนเหล่านี้ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่สัมพันธ์กับวงการเศรษฐศาสตร์เข้าใจปัญหาของะรเบียบวิธีศึกษาของโมเดลมาตรฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อไม่ให้เขาต้อง "เข้าใจเศรษฐศาสตร์แบบผิด ๆ"  ในเมื่อการเรียนในห้องไม่คุยถึงเรื่องพวกนี้ ผมเลยเห็นว่านำมาเขียนบ่อย ๆ น่าจะเป็นประโยชน์  จริง ๆ ถ้าคนจะเข้าใจผิด ไม่ต้องโทษบทความผมก็ได้ อ่าน textbook มาตรฐาน ก็เข้าใจผิดได้เหมือนกัน  อย่างที่ผมบอก การเข้าใจโลกขึ้นกับภูมิหลัง ประสบการณ์ การตีความของแต่ละคน  โทษคนเขียน(ที่มีเจตนาบริสุทธิ์)ไม่ได้

 

ผมว่าเวลาเราจะวิจารณ์อะไร เราก็ต้องพยายาม generalize มันระดับหนึ่ง จะ generalize มันอย่างไร ก็ subjective และยังโต้เถียงได้  ถ้าอาจารย์วิจารณ์นักการเมืองว่า แย่ โกง ไม่สนใจออกกฏหมาย  พวกนักการเมืองก็บอกได้ว่า นักการเมืองดี ๆ ไม่โกง สนใจงานนิติบัญญัติ เขาก็มีอยู่แล้ว แล้วจะมาวิจารณ์ทำไม  มันก็ไม่ใช่ใช่มั้ยครับเพราะเรากำลังมองภาพนักการเมืองที่เราเชื่อว่าเป็นพฤติกรรมมาตรฐาน ซึ่งการวิจารณ์ก็มีประโยชน์ของมัน แม้ของดีก็มีอยู่แล้ว แต่การวิจารรณ์ทำให้เราเห็นจุดอ่อนของส่วนที่เป็นมาตรฐาน และหาทางแก้ไขได้ (การถกเถียงของผมกับอาจารย์วิมุตแสดงให้เห็นว่า เรา generalize ศศ กระแสหลัก(มาตรฐาน) แตกต่างกัน นิยามคำว่ามาตรฐานต่างกัน ให้คุณค่ากับความสำคัญของการวิจารณ์โมเดลมาตรฐานต่างกัน และมองคุณภาพของนักเศรษฐศาสตร์ต่างกัน)

 

สอง จริง ๆ เศรษฐศาสตร์สถาบันมีหลายแนวนะครับ และก็ยากจะนิยามด้วยว่า เส้นแบ่งอยู่ตรงไหน  มีแนวไหนบ้าง  งานผมหลายชิ้นก็ยกเอาแนวหนึ่งขึ้นมาเสนอ (Evolutionary institutional economics) ซึ่งเผอิญแนวที่ผมเสนอศึกษาตาม tradition ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอยู่ระดับหนึ่ง แต่ ศศ สถาบันแนวอื่นที่มีระเบียบวิธีศึกษาแตกต่างจาก ศศ กระแสหลัก อย่างชัดเจน ก็มีนะครับ เช่น marxian economics หรือ structuralist approach (ไม่รู้ว่าถ้ามีการเขียนกราฟ หรือใช้โมเดลคณิตศาสตร์ อาจารย์วิมุตจะถือว่าเป็น ศศ กระแสหลักอีกด้วยมั้ย แต่ผมว่าเนื่องจาก setting และ assumption ต่างกัน ก็คงไม่เป็น) แต่ ศศ สถาบันมีจุดร่วมคือ พยายามศึกษาปัจจัย "สถาบัน" และผลต่อพฤติกรรมหรือเศรษฐกิจ ดังนั้น ในแง่นี้ บางกลุ่มสนใจ game theory evolutionary economics behavioral economics post keynesian economics structuralist approach แม้แต่ marxian economics เอง ผมก็เห็นว่าเรียกว่าเป็นเศรษฐศาสตร์สถาบันได้เหมือนกัน ซึ่งอาจารย์สายสถาบันบางคนอาจจะไม่เห็นด้วย

 

เห็นมั้ยครับ ว่านิยามของมันเป็น subjective เพราะเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินของแต่ละคนมันต่างกัน ต่างกันจนเราไม่ควรผูกขาดคำนิยามของตัวเองให้คนอื่นต้องใช้ตาม  ร่มที่คลุมคำว่า ศศ กระแสหลัก ของอาจารย์วิมุตใหญ่มาก ที่คลุม ศศ สถาบัน เล็กมาก เผลอ ๆ ไม่มีร่มของตัวเองต่างหากด้วย แต่อยู่ภายใต้ร่มของ ศศ กระแสหลักอยู่แล้ว (จริง ๆ ก็แค่ ศศ สถาบัน บางแบบเท่านั้นที่อาจจะเคลมได้ว่าอยู่ใต้ร่มกระแสหลัก เพราะหลายแนว ชัดเจนมากว่า จัดอยู่ใต้ร่มกระแสหลักไม่ได้แน่)  ขณะที่ร่มที่คลุม ศศ กระแสหลักของผมไม่ใหญ่เท่าอาจารย์วิมุต แต่ร่มที่คลุม ศศ สถาบัน ใหญ่กว่าอาจารย์วิมุต  ดังนั้น ไม่แปลกใจว่าทำไมอาจารย์วิมุตอ่านงานผมแล้วถึงรู้สึก "ค้างคาใจพิลึก"  ซึ่งก็คงต้องเป็นอย่างนี้ต่อไป เพราะร่มของเราไม่เหมือนกันและขนาดไม่เท่ากัน  แต่จะว่า ผมผิด อาจารย์ถูก ก็คงไม่ใช่ ซึ่งต่างจากที่อาจารย์เขียนว่า "ผมเลยเริ่มรู้สึกถึงความไม่ถูกต้องที่แฝงอยู่ในงานเขียนของปกป้องขึ้นมา"  อันนี้ไม่ค่อยแฟร์กับผมแล้วครับ เพราะความถูกต้องของอาจารย์ไม่จำเป็นต้องเป็นของผมนะครับ และความถูกต้องแบบนี้ไม่ได้มีความเป็นสากลด้วย ไม่เหมือนกับ ธงชาติไทยมีสามสี อันนั้นพิสูจน์ความถูกต้องได้ชัดเจน 

 

 

ปกป้อง

 

 

อาจารย์วิมุตตอบกลับ

 

ผมชอบที่จะโต้แย้งกับปกป้อง เพราะปกป้องชอบการโต้แย้ง  ผมเชื่อว่าการโต้แย้งทางวิชาการช่วยพัฒนาความคิด และการโต้แย้งกับปกป้องในเรื่องที่ผมไม่ค่อยมีความรู้เท่าใดนัก ทำให้ผมได้ไปค้น journal และหนังสือที่ผมมีอยู่ เมื่อคืนได้ไปเจอบทความของ Bowles และ Gintis ใน Journal of Economic Perspectives ลองพลิกๆดู เห็นว่ามีอะไรน่าสนใจเหมือนกัน คิดว่าคงจะได้มีโอกาสอ่านในเร็ววันนี้ (เท่าที่เปิดผ่านๆดู ก็ทำให้พอเห็นภาพของผู้มีอิทธิพล ที่มีส่วนในการชี้นำความคิดของปกป้อง เพราะบทความของทั้งสองคนมีหลายๆอย่างที่คล้ายกับสิ่งที่ปรากฎในงานเขียนของปกป้องอยู่มาก )

 

ผมคงไม่กล้าวิจารณ์แนวคิดของสำนักนี้ไปมากกว่านี้ เพราะไม่ได้มีความคุ้นเคย literature ด้านนี้เลย ผมเห็นว่าหากปกป้องมีเวลาในช่วงที่กลับมาที่คณะในต้นปีหน้า ปกป้องน่าจะได้มาให้ความรู้กับผม และคณาจารย์ที่สนใจ เพื่อให้เกิดความกระจ่างเกี่ยวกับแนวคิดของสำนักนี้ ที่ผ่านมากลุ่มวิชาการแนวสถาบันประสบความสำเร็จในการดึงนักศึกษาและผู้สนใจเข้าร่วมฟังสัมมนา ทำให้บรรยากาศวิชาการในคณะมีสีสันมาก ดังนั้นหัวข้อเรื่องที่ปกป้องจะนำเสนอ ผมเชื่อว่าคงมีคนสนใจฟังมาก (เชื่อว่าส่วนหนึ่งคงเป็นเหล่าแฟนคอลัมน์ของปกป้องด้วย)

 

สำหรับมุมมองของปกป้องต่อเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน และเนื้อหาวิชาที่ปรากฎใน Textbook ทั่วไปนั้น ผมไม่คิดว่าจะทำให้คนส่วนใหญ่มองวิชาเศรษฐศาสตร์ไปในทางที่ผิด อันที่จริงผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมต้องเรียกคนว่า สัตว์เศรษฐกิจ เท่าที่ผมจำความได้(หมายถึงในช่วงอายุที่ผม"ตั้งใจ"เรียนหนังสือ) ไม่คิดว่ามีอาจารย์เศรษฐศาสตร์คนใด บอกผมว่า คนคือสัตว์เศรษฐกิจ หรือคนประพฤติตนดั่งสัตว์เศรษฐกิจ ผมไม่แน่ใจว่าแนวคิดนี้"ครอบงำ"นักเศรษฐศาสตร์มากน้อยเพียงใด ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ นักศึกษาในสถาบันการศึกษาอื่นๆ คนที่รู้เศรษฐศาสตร์เพียงเบื้องต้น จะมองวิชาเศรษฐศาสตร์ในมุมมองนี้ แต่มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแนวคิดที่เรียกว่ากระแสหลักมาตรฐานนั้น

ถูกใช้เพื่อให้คนเห็นกระบวนการคิด อย่างมีระบบในprefession นี้ ที่เราใช้กันในการแก้ปัญหาการจัดสรรทรัพยากร แค่นั้นเอง ถ้าหากผมต้องการศึกษา  Economics of Family โดยใช้กรอบวิธีคิดแบบ microeconomics ถามหน่อยเถอะว่า ใน utility function ของบุคคลในโมเดล จะมีเพียงconsumption หรือ welfare ของตัวเองแค่นั้นหรือ

การสร้างแบบจำลองเพื่อวิเคราะห์เรื่องเช่นนี้จะกำหนดรูปฟังค์ชั่นของ utility ให้เหมาะสมกับเรื่องที่ต้องการวิเคราะห์ แต่ยังคงใช้กลไกอื่นๆดังที่เห็นในตำราเศรษฐศาสตร์มาตรฐาน คือมี substitution effect income effect เหมือนๆกัน

 

ถ้าจะบอกว่า Standard Walrasian Model ไม่เหมาะสมสำหรับการอธิบายพฤติกรรมมนุษย์ ผมคิดว่าคงไม่ถูกต้องทั้งหมด เพราะหากพิจารณาเพียงรูปแบบที่นำเสนอแบบ "แคบ" ปกป้องคงไม่ผิด แต่หากผมบอกว่า ถ้าเรา define commodity space ให้กว้างขึ้น ครอบคลุมไม่เพียงแต่"สินค้า"ในความหมายแคบ redefine preference ให้ครอบคลุมcommodity space ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนั้น แบบจำลองมาตรฐานก็สามารถครอบคลุมพฤติกรรมได้กว้างขึ้น

 

วิมุต

 

 

 

จากปกป้องอีกรอบ

 

สวัสดีครับอาจารย์

 

ผมมีประเด็นอีกเล็กน้อย คือ

  

หนึ่ง สัตว์เศรษฐกิจแปลมาจาก homo economicus ซึ่งหมายถึงคนตอบสนองต่อแรงจูงใจ พยายามทำให้ตัวเองดีที่สุดภายใต้ความจำกัดโดยใช้เหตุใช้ผลแบบเศรษฐศาสตร์  เขาใจว่าคนแปลเป็นไทยคนแรก ๆ ต้องการแปลล้อ ข้อความทำนองคนเป็น "สัตว์สังคม" (ผมเดาเอาเองนะครับ) แล้วก็ใช้กันแพร่หลายพอควร เลยไม่ได้บัญญัติคำใหม่

 

สอง standard walrasian textbook จะทำให้คนเข้าใจเศรษฐศาสตร์ผิดในความหมายอาจารย์ได้อย่างไร ในเมื่อมันอธิบายตัวเศรษฐศาสตร์แบบที่อาจารย์เข้าใจว่าถูก(หรืออย่างน้อย โอเคกับมัน) ผมเห็นด้วยเต็มที่ว่าคนที่เข้าสู่แวดวงเศรษฐศาสตร์ใหม่ ๆ ต้องเรียนแนวนี้ (ผมยังไม่เห็นด้วยที่คอร์สเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นระดับ ป ตรีของที่ amherst บางคอร์สมาถึงก็ล่อกระแสหลักเลย โดยเด็กยังไม่ทันได้เรียน methodology มันเลย)  แต่ก็ต้องรู้ข้อจำกัดและจุดอ่อนของ paradigm นี้ด้วย และรู้ว่า ศศ กระแสหลักเป็นเพียงส่วนหนึ่งของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่กว้างไพศาล ในความหมายที่ define commodity space อย่างกว้างที่สุด คือ เศรษฐศาสตร์ในฐานะสังคมศาสตร์ที่พยายามอธิบายปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ(ซึ่งกว้างขวางหลากหลาย) ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ในฐานะวิชาที่ตอบคำถามว่าทำอย่างไรจึงจะจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดภายใต้ทรัพยากรที่มีจำกัด ที่นีโอคลาสสิกนิยามเพียงเท่านั้น (สะท้อนว่า นิยามของวิชาเศรษฐศาสตร์ยังเป็นที่ถกเถียงกันได้เลย และ ศศ ไม่เท่ากับ ศศ นีโอคลาสสิก ดังนั้น การชี้นิ้วว่าใครเป็นนักเศรษฐศาสตร์หรือไม่เป็นนักเศรษฐศาสตร์บางทีก็ต้องระวังเช่นกัน) ตัวอย่างเช่น คำถามของ marx ไม่ใช่การจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ แต่พยายามอธิบาย evolution ของระบบทุนนิยม และกลไกบางอย่าง(กลไกที่ผลิตและจัดสรร surplus value เป็นต้น) โดยมี tradition ที่ต่างจากกระแสหลักชัดเจนมาก  ถามว่า marx เป็นเศรษฐศาสตร์มั้ย  เป็นมาก ๆ นะครับตามความคิดผม  

 

งานเชิงสถาบันที่ผมเขียน กรอบการวิเคราะห์มาจาก sam bowles อย่างที่ผมบอกอาจารย์และอ้างถึงในบทความทุกครั้ง(แต่บางทีเวลาลงตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ เขาชอบตัดออกเพราะบทความมันยาวเกิน แต่ในหนังสือรวมเล่มจะมีอ้างอิงสมบูรณ์) รวมทั้งคำนำหนังสือผมด้วย  ผมซื้อกรอบการวิเคราะห์ของเขานะครับ ผมว่ามันตอบคำถามหลายอย่างได้ดีอย่างน่าพอใจ  และตอนเรียนวิชานี้กับเขา ผมก็สนุกและตื่นเต้นกับมันมากเลย

 

คำวิจารณ์บางส่วนต่อกระแสหลักรวมทั้งกรอบการวิเคราะห์บางเรื่องยังได้อิทธิพลจากอาจารย์ที่นี่หลายคน ซึ่งอ้างอิงไว้ในคำนำ  ถ้าอาจารย์หางานของคนเหล่านี้มาอ่านบวกงานอาจารย์รังสรรค์และวรากรณ์ และความสนใจของผมที่ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมือง ประวัติศาสตร์(การเมือง เศรษฐกิจ สังคม) ประวัติความคิดของนักคิดหรือทฤษฎีต่าง ๆ  ปรัชญาระเบียบวิธีศึกษา ก็คงจะพอเห็นแผนที่ความคิดและความสนใจของผมทั้งหมด 

 

บางทีก็ยังคิดเล่น ๆ ว่าเป็นนักสังคมศาสตร์หรือนักเศรษฐศาสตร์ดี  ผมอยากให้เศรษฐศาสตร์เป็นสังคมศาสตร์ที่แท้จริงมากกว่าที่เป็นอยู่  สนใจวาระและการอธิบายโลกมากกว่าแค่ exercise ทางสติปัญญาในความหมายเป็นแบบฝึกหัดทางวิชาการของนักวิชาการอย่างเดียว แต่เกิดวาระที่ส่งผลต่อสังคมน้อย  ผมว่าการพัฒนาของ ศศ ไปในทางปัจจุบันมีปัญหา เพราะทำให้เราได้นักเทคนิคที่เก่งโมเดลเก่งคณิตศาสตร์มากกว่านักสังคมศาสตร์ที่เข้าใจโครงสร้างสังคม เห็นขอบฟ้าของโลกและสังคม ฯลฯ  อีกทั้ง ผมยังเชื่อว่านักวิชาการควรมีบทบาททางสังคม อาจไม่ต้องเล่นเอง (หมายถึง เล่นการเมือง) แต่มีอิทธิพลชี้นำความคิดของสังคมพอสมควร และมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงให้สังคมนี้เป็นธรรมมากขึ้น

  

ปกป้อง

 

 

ส่วนที่สาม : คำวิจารณ์จากคุณวิสูตร พงศธร

 

เรียน คุณปกป้อง

หลังจากได้อ่านบทความมองมุมใหม่ เรื่อง “‘ตลาด’ กับ ‘สำนึกทางสังคม’” ของคุณปกป้องแล้ว ผมมีความสับสนว่ากลุ่มคนซึ่งคุณปกป้องเรียกว่า “นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก” นั้นคือใคร และวิชาเศรษฐศาสตร์ในจินตนาการของคุณปกป้องเป็นวิชาเดียวกับวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เรียนที่สอนกันอยู่จริงหรือเปล่า

การที่บุคคลจำนวนไม่น้อยที่เรียกตัวเองและถูกเรียกว่า “อาจารย์” หมกมุ่นกับค่าตอบแทนเป็นลำดับแรกตามที่คุณปกป้องกล่าวถึงก็เป็นเรื่องที่เป็นจริงอยู่ในสังคม  แต่การกระทำเช่นนั้นก็ไม่ได้ทำให้วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่หมกมุ่นกับค่าตอบแทนโดยเฉพาะค่าตอบแทนที่เป็นเงินตรา  เงินตราในสายตาของวิชาเศรษฐศาสตร์เป็นเพียงแค่โภคภัณฑ์อย่างหนึ่ง  ถึงแม้เงินตราเป็นโภคภัณฑ์ที่สังคมยอมรับในการใช้แลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ได้มากมาย ก็ไม่ได้หมายความเราสามารถวัดค่าของทุกสิ่งด้วยเงินตราได้  และวิชาเศรษฐศาสตร์ (ในปัจจุบัน) ก็ไม่พยายามทำเช่นนั้น  (จริงอยู่นักเศรษฐศาสตร์ในคริสต์ศตวรรษที่ 18 เคยพยายามหาเกณฑ์กลางในการวัดค่าของสิ่งต่างๆ)  ตำราเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันให้ความสำคัญต่อความหลากหลายของความพึงพอใจเป็นอย่างมาก  และด้วยความหลากหลายของความพึงพอใจนี้ทำให้การแลกเปลี่ยนในสังคมมีความสลับซับซ้อนเกินกว่าที่บุคคลกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดสามารถวางแผนสังคมแทนคนทั้งสังคมได้  การแลกเปลี่ยนในสังคมจึงจำเป็นต้องอาศัยกลไกตลาด  ตลาดจึงเป็นสถาบันทางเศรษฐกิจ สถาบันทางวัฒนธรรม และสถาบันทางอุดมการณ์ตามที่คุณปกป้องกล่าว

ส่วนคำถามของคุณปกป้องที่ว่า “การเสียสละเพื่อสังคมเป็นการเพิ่มต้นทุน [ที่วัดด้วยเงินตรา] แล้วจะเสียสละไปทำไม” ผมคาคว่านักเศรษฐศาสตร์จะตอบว่าเพราะอยากจะเสียสละ  ตามที่ผมได้เรียนไปแล้วในวิชาเศรษฐศาสตร์ความพึงพอใจมีความหลากหลาย  การมีเงินตราเก็บไว้ในครอบครองให้มากที่สุดไม่สามารถใช้เป็นเกณฑ์วัดความพึงพอใจได้เสมอไป  แต่ในคำตอบของนักเศรษฐศาสตร์ต่อคำถามของคุณปกป้องข้างต้นก็มีจุดอ่อนใหญ่ที่สุดของวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่  นักเศรษฐศาสตร์สร้างแบบจำลองต่างๆ โดยตั้งสมมติฐานว่าผู้คนในสังคมทำในสิ่งที่พึงพอใจเท่านั้น  เช่น คนที่ไม่เสียสละเพื่อสังคมไม่อยากเสียสละเพื่อสังคม  หากตั้งสมมติฐานว่าคนในสังคมทำในสิ่งที่พอใจบ้างในสิ่งที่ไม่พึงพอใจบ้างการสร้างแบบจำลองก็จะทำได้ยากมาก  แต่ความพยายามในการสร้างแบบจำลองภายใต้สมมติดังกล่าวก็พอมีอยู่บ้างแต่จำกัดอยู่ในวงที่แคบมาก  และการสร้างแบบจำลองดังกล่าวก็จำเป็นต้องตั้งสมมติฐานอื่นขึ้นมาแทน  พฤติกรรมในแบบจำลองจึงยังไม่สะท้อนพฤติกรรมจริงในสังคมซึ่งสลับซับซ้อนมากได้  แบบจำลองอย่างไรๆ ก็เป็นแบบจำลองอยู่แสมอไป  แต่แบบจำลองก็ได้ช่วยให้นักวิชาการได้พัฒนาองค์ความรู้มาพอสมควรไม่ว่าจะในแขนงวิชาเศรษฐศาสตร์หรือศาสตร์สาขาอื่นๆ

สุดท้าย ผมขอออกตัวว่าผมไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์  ผมศึกษาวิชาวิศวกรรมศาสตร์ปรมาณูเมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย

ด้วยความเคารพ

วิสูตร พงศธร

 

ตอบคุณวิสูตร

 

สวัสดีครับคุณวิสูตร

 

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณที่กรุณาเขียนมาแลกเปลี่ยนความเห็นกัน ผมมีประเด็นคุยต่อ ดังนี้

 

หนึ่ง บทความของผมมีขนาดสามตอนจบ คุณวิสูตรอาจจะยังอ่านไม่ครบ เพราะวันนี้เพิ่งพิมพ์ตอนสอง ผมจึงขอส่งบทความฉบับสมบูรณ์ที่ต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวมาให้ คงช่วยให้ภาพที่สมบูรณ์ขึ้น เพราะหลายอย่างที่คุณวิสูตรถามอยู่ในส่วนท้ายบทความ (บางส่วนก็เป็นส่วนต้นที่ตีพิมพ์เมื่อวานนี้)

 

สอง ผมใช้คำว่า ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานแทนเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกที่ใช้เรียนใช้สอนกันในมหาวิทยาลัยทั่วโลก และมีอิทธิพลอย่างสูงต่อความคิดของนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ นั่นคือ เป็นทฤษฎีที่เชื่อว่า คนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ มีเหตุมีผลแบบเศรษฐศาสตร์ พยายามทำให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุดภายใต้เงื่อนไขที่จำกัด ตัดสินใจโดยประเมินเปรียบเทียบต้นทุนส่วนเพิ่มและประโยชน์ส่วนเพิ่ม โมเดลพื้นฐานโดยมากจะสนใจต้นทุนและประโยชน์ส่วนตนเป็นสำคัญ  สังเกตว่า ผมไม่ได้บอกว่าต้นทุนหรือประโยชน์จักต้องเป็นตัวเงินเท่านั้นนะครับ

 

สาม ผมไม่เข้าใจว่าเศรษฐศาสตร์ในจินตนาการผมหมายความว่าอย่างไร  แต่ถ้าหมายถึงเศรษฐศาสตร์ที่ผมมักวิจารณ์ ผมคิดว่านั่นเป็นเศรษฐศาสตร์ที่เรียนสอนกันทั่วไปในโลกนี้ ส่วนเศรษฐศาสตร์ที่ผมใช้เป็นเครือ่งมือในการวิจารณ์คือเศรษฐศาสตร์แนวสถาบัน (Institutional Economics) ซึ่งอาจหาอ่านได้จากบทความเก่า ๆ ของผม

 

สี่  ผมเห็นด้วยกับคุณวิสูตรว่า เศรษฐศาสตร์กระแสหลักก็พยายามต่อยอดทฤษฎีว่าด้วยความพึงพอใจ แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แนวอื่น เช่น แนวพฤติกรรม แนวทดลอง แนวสถาบัน ได้ต่อยอดทฤษฎีว่าด้วยความพึงพอใจในทางที่น่าพึงพอใจกว่าสายกระแสหลัก  เช่น วิพากษ์ข้อสมมติที่ไม่สมจริงของกระแสหลักมาตรฐาน เสนอทฤษฎีความพึงพอใจที่คำนึงถึงคนอื่น (Other-regarding preference) มีแรงจูงใจแบบต่าง ๆ เช่นแรงจูงใจแบบต่างตอบแทน เป็นต้น รวมทั้งเสนอทฤษฎีความพึงใจที่ขึ้นกับกติกาหรือสถานการณ์ (State-Regarding preference) เป็นต้น  

 

ห้า บทความผมไม่ได้เคลมว่าเศรษฐศาสตร์ทำให้คนหมกมุ่นกับค่าตอบแทนที่เป็นเงินตรา แต่ผมพยายามยกตัวอย่างว่า สถาบันแบบตลาดทำให้กลไกราคาแทนที่สำนึกเพื่อสังคมได้  ต้นทุนและผลประโยชน์ที่ปรากฏในบทความผมไม่ได้หมายถึงเฉพาะที่เป็นตัวเงิน  ประโยคที่ว่า จะเสียสละไปทำไมในเมื่อต้นทุนสูงขึ้น เป็นประโยคที่ใช้อธิบายพฤติกรรมของคนที่ไม่เสียสละโดยใช้มุมมองของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก แต่หากเราต้องการตั้งคำถามที่ลึกกว่านั้น เช่น ทำอย่างไรให้คนมีสำนึกเพื่อสังคม เศรษฐศาสตร์กระแสหลักอธิบายไม่ได้ดี ลองดูมุมมองที่ผมแสดงช่วงท้ายบทความ

 

คำตอบที่ว่า คนเสียสละก็เพราะอยากเสียสละนั้น ในมุมมองของผมยังไม่ robust ครับ ทฤษฎีกระแสหลักในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ preference และ rationality มีประเด็นในวิพากษ์วิจารณ์มากมายทั้งในระดับปรัชญา ระดับระเบียบวิธีศึกษา และระดับความสมจริงของข้อสมมติ  ซึ่งผมอาจต้องเขียนเป็นบทความในโอกาสต่อไป  แต่เศรษฐศาสตร์สายที่ตั้งคำถามต่อข้อสมมติที่นักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักถือเสมือนว่าเป็นความจริงแท้นั้นมีหลากหลายมากมาย  ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ไม่จำเป็นต้องตั้งต้นที่ preference หรือสมมติว่าคนมี perfect rationality ก็ได้ และอาจได้โมเดลที่สมบูรณ์กว่าด้วย

 

หก ตลาดไม่ใช่เพียงสถาบันจัดสรรทรัพยากรเดียว ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์สถาบันพยายามอธิบาย "ชุมชน" ในฐาะสถาบันจัดสรรทรัพยากรด้วย รวมถึงมีทฤษฎีแนวอื่น ๆ ที่อธิบาย สถาบัน "รัฐ" ได้อย่าง "น่าสนใจ" เช่น ทฤษฎีสังคมนิยมแนวใหม่ หรือ argument ของ hayek เรื่องข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น ซึ่งการจัดสรรทรัพยากรโดยรัฐมิได้เป็นสิ่งที่ต้องหนีห่างอย่าง implication ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักว่าไว้ 

 

เจ็ด ผมรู้สึกว่าเศรษฐศาสตร์ที่คุณวิสูตรคุ้นเคยคือเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก แต่ผมเห็นว่า โลกแห่งเศรษฐศาสตร์กว้างขวางกว่านั้น และทฤษฎีใหม่ ๆ หลายอันเต็มไปด้วยความน่าสนใจในการทำความเข้าใจโลกได้ดีขึ้น เลยอยาก "ยุ" ให้ผู้รักการเรียนรู้อย่างคุณวิสูตรได้ลองศึกษาค้นคว้า ผมมั่นใจว่าคุณจะสนุกไปกับมัน

 

แปด เป็นความจริงว่า โมเดลเป็นความพยายามอธิบายโลกให้ง่ายขึ้นเพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งต่อไป  แต่โมเดลที่ดีต้องมีข้อสมมติที่สอดคล้องในโลกความจริง ทฤษฎีกระแสหลักมีข้อสมมติจำนวนมากที่ห่างไกลจากโลกความจริง  คำถามก็คือ เราเห็นร่วมกันหรือไม่ว่าข้อสมมติของกระแสหลักเพียงพอแล้วในการทำความเข้าใจโลก  ผมเห็นว่ายังไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีงานศึกษาจำนวนมาก ที่พยายามสร้างโมเดลที่มีข้อสมมติสอดคล้องกับโลกความจริงมากขึ้น (เช่น คนไม่ได้มีเหตุมีผลที่สมบูรณ์ คนไม่ได้แค่คิดถึงตัวเองเท่านั้น โลกเราไม่ได้เป็นโลกที่มีสัญญาที่สมบูรณ์ เป็นต้น) นั่นคือ พยายามสร้างโมเดลที่สลับซับซ้อนขึ้น แต่ก็ยัง "ง่าย" เพียงพอที่จะทำความเข้าใจโลกได้ด้วย  อย่างนี้จะดีกว่าทฤษฎีมาตรฐานหรือไม่  ผมคิดว่าทฤษฎีเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานมีความจำกัดในการอธิบายโลก (โปรดอ่านบทความเก่า ๆ ของผมประกอบ)

 

เก้า  บทความเก่า ๆ บางส่วนของผม  โดยเฉพาะบทความเรื่อง "บทเรียนจากเกมยื่นคำขาด คนมิใช่สัตว์เศรษฐกิจ?" และเรื่อง "ตลาด รัฐ ชุมชน ในมุมมองเศรษฐศาสตร์สถาบัน" และ "รางวัลโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2545"  บทความเหล่านี้อาจช่วยสร้างความกระจ่างให้คุณวิสูตรได้มากขึ้น และช่วยให้คุณวิสูตรเข้าใจความคิดของผมมากขึ้น เพราะผมเองก็เขียนตอบได้อย่างจำกัดทางจดหมาย

  

 

ปกป้อง

 

จากคุณวิสูตรอีกรอบ

 
เรียน คุณปกป้อง
 
 
เมื่อผมกล่าวถึงเศรษฐศาสตร์ในจินตนาการของคุณปกป้องใน e-mail ฉบับที่แล้วผมควรจะกล่าวว่า "เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานในจินตนาการของคุณปกป้อง" 
ถึงจะถูก  และการที่ผมเรียกสิ่งที่คุณปกป้องเรียกในบทความว่าเศรษฐกระแสหลักมาตรฐานเป็น "เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานในจินตนาการของคุณปกป้อง" 
นั้นก็เพราะผมไม่แน่ใจ ว่าอะไรคือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่ว่าจะเป็นเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานหรือเศรษศาสตร์กระแสหลักไม่มาตรฐาน  
ผมไม่รู้ว่าเราจะขีดเส้นตรงตำราหนังสือเล่มใด หรือนักเศรษฐศาสตร์คนใดว่าตรงนี้คือกระแสหลักตรงนี้คือกระแสรอง  อย่างเช่นว่า Stanley Fischer 
อดีตรองผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมีความคิดหนักไปทาง  new keynesian มากกว่า neo-classical เป็นนักเศรษฐศาสตร์รองหรือเปล่า
 
อย่างไรก็ดีในเชิงระเบียบวิธี เพื่อจะวิพากษ์แนวคิด "เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน" คุณปกป้องจำเป็นต้องขีดเส้นสร้างนิยามแนวคิดดังกล่าว  แต่บังเอิญ
"เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน" ภายใต้นิยาม (โดยปริยาย) ของคุณปกป้องนั้นไม่ตรงกับเศรษฐศาสตร์ตามตำราเศรษฐศาตร์ที่ใช้กันโดยทั่วไปในปัจจุบัน[1][1] 
 ผมจึงเรียก "เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน" ในบทความของคุณปกป้องว่าเป็น ว่า "เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานในจินตนาการของคุณปกป้อง"  จุดซึ่ง
 "เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน" ในบทความของคุณปกป้องแตกต่างไปจากเศรษฐศาสตร์ตามตำราเศรษฐศาตร์ที่ใช้กันโดยทั่วไป ในปัจจุบันก็คือการจำกัดการวัดค่า
ในตลาดอยู่ที่การวัดค่าด้วยเงินตราและการจำกัดความหมายของการทำในสิ่งที่ตัวเองพอใจอยู่ที่การคิดถึงแต่ตัวเองเป็นสำคัญตามที่ผมได้ชี้แจงไปแล้วใน e-mail ฉบับที่แล้ว 
และคุณปกป้องก็ได้กรุณาชี้แจงเพิ่มเติมใน e-mail ของคุณปกป้อง
 
ตามที่คุณปกป้องได้แจ้งใน e-mail ของคุณปกป้องว่าคุณปกป้องใช้เศรษฐศาสตร์แนวสถาบันเป็นเครื่องมือในการวิพากษ์แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ มขออนุญาตแนะนำหนังสือ
เล่มหนึ่งซื่งคุณปกป้องอาจจะรู้จักอยู่แล้ว คือ Rules & Choice in Economics ของ Viktor Vanberg  หนังสือเล่มนี้มีแนวคิดอะไรหลายๆ อย่างที่ทั้งใกล้เคียง แตกต่าง 
และสวนทางกับแนวคิดในบทความของคุณปกป้อง  ซึ่งโดยรวม Viktor Vanberg สามารถเสนอแนวคิดว่าพฤติกรรมที่ดีถูก "หลอมรวม" ให้กลายเป็นค่านิยมที่ยึดถือด้วย
ความตั้งใจได้อย่างน่าสนใจ
 
สุดท้าย ผมขอขอบคุณที่ "ยุ" ให้ผมได้ลองศึกษาค้นคว้าเศรษฐศาสตร์ในหลายๆ แนวความคิด  ผมก็ได้ใช้เวลาที่พอมีหาอ่านอยู่บ้างไม่ว่าจะเป็นแนวคิด Austrian School, 
Post-Keynesian, Neo-Ricardian, Keleckian, Marxian, New Institutionalist, Old Institutionalist, Neo-classical ฯลฯ  นอกจากนี้ผมก็เคยลองหางานพวก 
ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจและสังคมวิทยาเศรษฐกิจอ่านดู  ก็อย่างที่คุณปกป้องว่าละครับ สนุกดี
 
 
วิสูตร 
 
 

ปกป้องตอบกลับ

 

เรียน คุณวิสูตร

 

ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งที่หมกมุ่นกับตำราเศรษฐศาสตร์มาตรฐานที่ใช้เรียนสอนกันในระดับปริญญาตรีและบัณฑิตศึกษา  ผมยังยืนยันว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานตามนิยามของผมตรงกับเศรษฐศาสตร์ที่ใช้เรียนใช้สอนกันในปัจจุบัน  ถ้าอ่านเมล์ที่แล้วของผม ผมก็บอกตลอดแล้วว่า ต้นทุนหรือผลประโยชน์ไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงินเสมอไป ดังนั้น ที่คุณวิสูตรกล่าวว่า " 'เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน' ในบทความของคุณปกป้องแตกต่างไปจากเศรษฐศาสตร์ตามตำราเศรษฐศาตร์ที่ใช้กันโดยทั่วไปในปัจจุบันก็คือการจำกัดการวัดค่าในตลาดอยู่ที่การวัดค่าด้วยเงินตราและการจำกัดความหมายของการทำในสิ่งที่ตัวเองพอใจอยู่ที่การคิดถึงแต่ตัวเองเป็นสำคัญ"  ดูจะเป็นการกล่าวที่ยังไม่เข้าใจผมนะครับ  ส่วนประเด็นหลัง ผมบอกว่า โมเดลมาตรฐาน"โดยมาก" มักคิดถึงตัวเองเป็นสำคัญ  ซึ่งผมยังเห็นว่าเป็นความจริง ผมไม่เคยบอกว่า เศรษฐศาสตร์กระแสหลักไม่สนใจประเด็นที่นอกเหนือจากตัวเองอย่างต้นทุนสังคม ฯลฯ แต่อย่างใด 

 

โมเดลมาตรฐานมักเป็น Optimization ของตัวละครภายใต้ข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น Utility optimization profit maximization ซึ่ง preference ของคน อาจเป็น preference ที่ใส่ใจคนอื่น หรือใส่ใจสังคม แต่รากฐานของการตัดสินใจของคนก็ยังเป็นการ maximize utility ของตัวเอง อยู่นั่นเอง ซึ่ง utility ก็อาจเป็นที่เป็นตัวเงินหรือไม่เป็นตัวเงิน (เช่น ความสุขใจ ฯลฯ) ก็ได้ หรือคำนึงถึงคนอื่นหรือสังคมใน utility ของตัวเอง   ดังนั้น เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานของผม ก็คือพวกที่ศึกษาหรือสร้างโมเดลใน Walrasian Tradition เป็นสำคัญ  ในตำรา micro ทั่วไปไม่ว่าตรีหรือโท หรือหลักสูตรในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ ก็ใช้ความเข้าใจเศรษฐศาสตร์ตามแนวทางนี้เป็นธงนำทั้งนั้น ซึ่งเศรษฐศาสตร์สายนี้ก็มีข้อสมมติตามที่ผมได้เขียนไว้ คือเชื่อ rational choice model  marginalism เป็นต้น  กระทั่ง การศึกษา Macro ปัจจุบัน ไม่ว่าสาย Neoclassics หรือ New Keynesian ก็สร้างโมเดลศึกษาเศรษฐศาสตร์มหภาคภายใต้ระเบียบวิธีแบบ Microfoundation  ด้วยกัน จนเศรษฐศาสตร์มหภาคกระแสหลักเอนเอียงไปในทางนั้น จะมีก็ Marxian Economics หรือ Post-keynesian หรืองานสาย Minsky ที่แตกต่างออกไปเป็นอาทิ

 

ผมตระหนักดีว่า การแบ่งเส้นซ้ายหรือขวา กระแสหลักหรือกระแสรองเป็นเรื่อง subjective และยากลำบากที่จะขีดเส้น  ตามความคิดของผม พวก New keynesian ก็ยากจะกล่าวเต็มปากว่าเป็นกระแสรองในทางมหภาค  ผมเห็นว่าตอนนี้กระแสหลักในทางมหภาคคือกระแส Microfoundation และ rational choice model  แต่ New Keynesian ให้ความสำคัญกับประเด็น Asymmetric Information  และข้อสมมติบางอย่างที่ผมเองเห็นว่าสมจริงมากกว่าสำนักอย่าง rational expectation หรือ new classical school     กระแสรองทางมหภาคของผมมองไปทาง Post-Keynesian เป็นต้น มากกว่า หรือพวกที่สนใจ Macrofoundation  แน่นอนว่าความเป็นกระแสหลักหรือรองเป็นพลวัตร ซึ่งเปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าและความสนใจทางวิชาการ

 

ท้ายที่สุด ผมรู้สึกดีใจและยินดีเป็นอย่างยิ่งที่มีผู้สนใจศึกษางานเศรษฐศาสตร์แนว "อื่น ๆ" ดังที่คุณวิสูตรได้ยกตัวอย่างมา  เพราะผมเห็นว่าวงการเศรษฐศาสตร์ไทยมิได้ให้ความสนใจกับงานแนวทางเลือกเหล่านี้อย่างที่ควรจะเป็น  คุณวิสูตรน่าจะรู้เศรษฐศาสตร์โดยเฉพาะในส่วนที่ว่าด้วยระเบียบวิธีศึกษามากกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยไทยจำนวนมาก (อาจรวมผมด้วย) ที่นับวันจะยิ่งถูกฝึกให้เป็นนักเทคนิคมากกว่านักเศรษฐศาสตร์  

 

ปกป้อง

 

จากคุณวิสูตร

 

เรียน คุณปกป้อง

 

สำหรับเรื่องอะไรเป็น “เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก” ผมไม่ได้ออกความเห็นเพิ่มเติมใน e-mail ฉบับที่แล้วนอกเหนือจากพยายามชี้แจงความหมายของผมในฉบับแรกก็เพราะเมื่อได้อ่านคำชี้แจงเพิ่มเติมของคุณปกป้องก็พอจะเห็นว่าความคิดอ่านของคุณปกป้องไม่ได้แตกต่างไปจากของผมมากนัก  จะแตกต่างกันก็ตรงที่สำหรับผม “เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก” เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนนอกจากในจินตนาการของผู้วิพากษ์ “เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก”  และยิ่งเมื่อได้รับการชี้แจงว่าต้นทุนและผลประโยชน์ภายใต้ “เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก” ในบทความของคุณปกป้องไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะที่เป็นตัวเงิน เพียงแต่ว่าตัวอย่างที่ใช้กล่าวถึงต้นทุนและผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินทำให้ผู้อ่านอย่างผมอนุมานไปผิดๆ ว่า “เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก” ในบทความจำกัดนิยามของต้นทุนและผลประโยชน์อยู่ที่ต้นทุนและผลประโยชน์ที่เป็นตัวเงินเท่านั้น ผมก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรที่จะต้องถกเถียงกันในประเด็นนี้ต่อ

สำหรับเรื่องความแตกต่างระหว่างสถาบัน “ตลาด” และสถาบัน “ชุมชน” นั้นผมเห็นความแตกต่างค่อนข้างน้อย  สำหรับผม “ชุมชน” ขายความเป็นสมาชิกให้แก่สมาชิก  สมาชิกซื้อความเป็นสมาชิกด้วยการเคารพกฎของชุมชนซึ่งอาจรวมถึงการเสียสละให้แก่ชุมชน  ตลาดความเป็นสมาชิกของชุมชนก็มีปัญหาเหมือนตลาดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความไม่สมบูรณ์ของสารสนเทศ ตลาดที่หายไป ฯลฯ  นักรัฐศาสตร์บางคนก็ได้พยายามนำเทคนิคในการวิเคราะห์จากวิชาเศรษฐศาสตร์ไปใช้วิเคราะห์ “ชุมชน” แต่ก็ถูกนักรัฐศาสตร์อื่นๆ โจมตีว่าเป็นการสร้างจักรวรรดิโดยวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่เนืองๆ  แต่ปัญหาจริงๆ ของการวิเคราะห์แนวนี้คือความไม่ “robust” ของสมมติฐาน “rational man” ตามที่คุณปกป้องและผมก็ต่างเห็นพ้องต้องกัน

วิสูตร

 

 

 

หมายเหตุ:

1.      คำวิจารณ์ต่าง ๆ เป็นบทสนทนาทางอีเมล์

2.      ผมตัดเนื้อหาตอนต้นและตอนท้ายของอีเมล์ออกไปบ้าง เนื่องจาก เห็นว่าไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ถกเถียง  เนื้อหาภายในบางตอนที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของการถกเถียง ผมก็ตัดออกไปบ้างเช่นกัน

 

 



[1] ซึ่งไม่ได้หมายความว่าแนวคิดในตำราเหล่านั้นเป็นเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานในจินตนาการของผม เนื่องจากผมเลือกที่จะไม่จินตนาการว่า “เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐาน” คืออะไร