จ่ายงาม งานดี
-
ปกป้อง จันวิทย์
pokpongj@econ.tu.ac.th
นิตยสาร OPEN ฉบับเดือนกันยายน
2547
-
1
-
5
มกราคม 1914 Henry Ford ประกาศขึ้นค่าจ้างให้คนงานกว่าหนึ่งเท่าตัว
พร้อมกับลดชั่วโมงทำงานของคนงานลงอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทั้งที่มิได้มีปัญหาขาดแคลนแรงงาน
จนต้องหาหนทางดึงดูดคนงานแต่อย่างใด
ปีก่อนหน้า โรงงานผลิตรถยนต์แห่งนี้มีคนงานเฉลี่ยกว่าหมื่นคน
แต่มีคนงานผลัดเวียนเข้าออกจากงานมากถึงห้าหมื่นกว่าคน เนื่องเพราะอัตราการลาออกจากงานอยู่ในระดับสูงยิ่ง
แรงงานที่ถูกไล่ออกก็มากมายร่วมแปดพันคน
การประท้วงของคนงานเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
สถานการณ์ภายหลังคำประกาศที่สร้างความตื่นตะลึงให้แก่สังคมทุนนิยมอเมริกันพลิกผันอย่างสิ้นเชิง
กำไรของบริษัท Ford สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
อัตราการเติบโตของผลิตภาพแรงงานเพิ่มสูงถึงระดับเลขสองหลัก อัตราการลาออกจากงานลดลงจากเดิมเหลือเพียงหนึ่งในสิบ
ขณะที่การจ้างงานเพิ่มสูงขึ้นอีกหนึ่งในสาม
การเสี่ยงครั้งนี้ ยิ่งกว่าสัมฤทธิ์ผล
Ford กลายเป็นยี่ห้อติดปากคนทั่วโลก วิถีการผลิตแบบฟอร์ด (Fordism) กลายเป็นกรณีศึกษาในแวดวงธุรกิจ การยอมลด กำไร หรือ ส่วนเกิน ของนายทุน เพื่อขึ้นค่าจ้างให้คนงาน อาจนำมาซึ่ง กำไร ที่สูงกว่าในอนาคต
คติเบื้องหลังการตัดสินใจของ Ford
ขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิม ซึ่งนายทุนมักจะกดค่าจ้างแรงงานให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ทฤษฎีชี้ว่าการจ่ายค่าจ้างเท่ากับระดับค่าจ้างที่แรงงานได้รับหากย้ายงานก็เพียงพอที่จะดึงดูดให้แรงงานอยู่ติดที่แล้ว
เพราะไม่ทำให้เกิดความรู้สึกแตกต่างระหว่างการทำงานที่นี่กับที่อื่น
คำถามที่น่าสนใจก็คือ เหตุใด Ford
จึงยินดีจ่ายค่าแรงงานสูงกว่าระดับที่คนงานพึงได้
? เหตุใดการ จ่ายงาม นำมาซึ่ง งานดี ?
-
2-
ตลาดแรงงานเป็นตลาดที่เผชิญปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล (Imperfect Information) โดยเฉพาะปัญหาที่นายจ้างและลูกจ้างรับรู้ข้อมูลของอีกฝ่ายไม่เท่ากัน
(Asymetric Information)
แต่การกระทำของฝ่ายหนึ่งกลับกระทบความกินดีอยู่ดีของอีกฝ่ายหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น เมื่อลูกจ้างขี้เกียจ กำไรของนายจ้างย่อมลดลง ทั้งนี้
ลูกจ้างมีแรงจูงใจที่จะขี้เกียจ
ขณะที่นายจ้างต้องการกำกับควบคุมลูกจ้างให้ทำงานเต็มที่
แต่ไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์
ก่อนลงนามว่าจ้าง นายจ้างไม่มีทางรู้ได้โดยสมบูรณ์ว่า
ลูกจ้างมีความขยันทุ่มเทและมีทัศนคติที่ดีต่อการทำงานมากน้อยเพียงใด
ขณะที่ลูกจ้างรู้ข้อมูลเหล่านี้อยู่แก่ใจ จนเมื่อรับเข้าทำงานแล้ว นายจ้างจึงได้รับข้อมูลเหล่านี้เพิ่มขึ้น
หากผิดหวัง ก็ต้องก้มหน้ารับกรรม อย่างน้อยก็ระยะเวลาหนึ่ง
ฝ่ายลูกจ้างที่ได้รับผลตอบแทนคงที่ในแต่ละเดือน (เช่น เงินเดือน) ก็ไม่มีแรงจูงใจที่จะทุ่มเทให้กับการทำงาน
เพราะแม้ทำงานด้วยความทุ่มเทมากก็ได้รับค่าจ้างเท่ากับการทำงานตามมีตามเกิด
แม้ขยันทำงานมาก บริษัทอาจได้กำไรสูง แต่กำไรที่เพิ่มขึ้นหาได้มีตกถึงมือตน หากเข้ากระเป๋าเจ้าของบริษัท
แม้ตนทุ่มเททำงานมากเพียงใดก็ได้รับค่าจ้างคงที่เท่านั้น
ลูกจ้างที่เป็น สัตว์เศรษฐกิจ
ย่อมมีแรงจูงใจที่จะทำงานอย่างเรียงเรื่อย รับผิดชอบเพียงเกณฑ์ขั้นต่ำให้พ้นไป เพราะมิได้เป็นผู้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการลงแรงทำงานหนัก
ตรงกันข้าม ฝ่ายนายจ้างย่อมต้องการให้ลูกจ้างขยันทุ่มเทอย่างเต็มที่
เพื่อกำไรที่สูงขึ้น ความคาดหวังนี้เพิ่มต้นทุนให้ลูกจ้าง
ในโลกความจริง นายจ้างไม่สามารถรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับความขยันทุ่มเทของลูกจ้างได้อย่างสมบูรณ์
แม้จะแต่งตั้งผู้จัดการมากำกับควบคุมการทำงานก็ตามที สัญญาว่าจ้างแรงงานเป็นสัญญาไม่สมบูรณ์ (Incomplete Contract) เพราะในสัญญามิอาจระบุว่าจะจ่ายค่าจ้างเป็นหน่วยตามความขยันทุ่มเทอย่างชัดแจ้งได้
เนื่องจาก ความขยันทุ่มเทมิอาจถูกประเมินอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มิอาจวัดค่าเป็นตัวเงิน
และมิสามารถใช้ฟ้องร้องในศาลได้ แม้จะระบุไว้ในสัญญาว่าลูกจ้างต้องขยันทำงานอย่างเต็มที่
ลูกจ้างก็ยังสามารถเบี้ยว
สัญญาดังกล่าวได้ไม่ยาก เพราะต้นทุนการบังคับสัญญาสูง
และยากที่จะเอาผิดกับผู้เบี้ยวสัญญาได้
ปัญหาผลประโยชน์ขัดกัน (Conflict
of Interests) ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ที่ต่างฝ่ายต่างเป็น สัตว์เศรษฐกิจ จึงเกิดขึ้น
ถือเป็นธรรมชาติของความสัมพันธ์ภายใต้โลกแห่งสัญญาไม่สมบูรณ์และโลกแห่งข้อมูลข่าวสารไม่สมบูรณ์
-
3
คำประกาศของ Ford นับเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหาผลประโยชน์ขัดกันข้างต้นของนายจ้าง
นอกเหนือจากวิธีการเลื่อนขั้นเงินเดือนหรือจ่ายโบนัสตามผลงาน
การใช้ระบบแบ่งปันกำไรให้ลูกจ้าง และการประเมินผลงานเพื่อต่อสัญญา
การจ่ายค่าจ้างให้สูงกว่าระดับขั้นต่ำที่แรงงานพึงได้ (ระดับค่าจ้างทางเลือกของเขา)
ในแง่หนึ่ง ดูเหมือนว่านายจ้างจะเสียประโยชน์ ในขณะที่ลูกจ้างได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้น
เนื่องจากมีโอกาสเก็บเกี่ยวส่วนเกินทางเศรษฐกิจ (Economic Rent) แต่ในอีกมุมหนึ่ง ส่วนเกินทางเศรษฐกิจดังกล่าวสะท้อนระดับ อำนาจ ของนายจ้างเหนือลูกจ้าง
ส่วนเกินนี้เสมือนเป็นเครื่องบังคับทางอ้อมให้ลูกจ้างต้องขยันทุ่มเททำงานหนัก
เพื่อรักษางานนี้ไว้ เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงกว่างานอื่นๆ
ความขยันทำงานหนักของลูกจ้างส่งประโยชน์ให้นายจ้างในบั้นปลาย
หาก กติกา
การจ้างงานเป็นสัญญาที่ต้องมีการต่อสัญญาสม่ำเสมอ
ลูกจ้างต้องพยายามทำดีเพื่อมิให้ถูกยกเลิกสัญญา มิเช่นนั้น
จักสูญเสียส่วนเกินทางเศรษฐกิจที่ครอบครองอยู่
ทั้งนี้ การตัดสินใจที่จะยกเลิกสัญญาต้องประเมินจากความขยันทุ่มเทของลูกจ้างเป็นสำคัญ
เพราะเป็นผลงานที่ลูกจ้างสามารถควบคุมได้เอง หากปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของลูกจ้าง
เช่น ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ส่งผลต่อการตัดสินใจจ้างต่อหรือไล่ออก
ลูกจ้างก็จะไม่ให้คุณค่ากับความขยันทุ่มเทของตน เพราะแม้ขยันก็อาจตกงาน
หากการกำกับควบคุมการทำงานของแรงงานทำได้ดีเพียงใด อำนาจ ของนายจ้างยิ่งมากเพียงนั้น เพราะข้อมูลเกี่ยวกับระดับความขยัน
ที่ใช้ในการประเมินผลงาน ยิ่งมีความสมบูรณ์มากขึ้น
นอกจากนั้น อำนาจ
ของนายจ้างยังขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจมหภาคด้วย หากเศรษฐกิจมีระดับการว่างงานสูง อำนาจ ของนายจ้างเหนือลูกจ้างจะยิ่งสูง
เนื่องจาก ลูกจ้างยิ่งต้องทุ่มเทหนักขึ้น เพื่อรักษาตำแหน่งงาน
มิให้ถูกแทนที่ด้วยแรงงานสำรองที่จ่อคิวรอเข้าทำงาน ทั้งนี้ หากการว่างงานยิ่งสูง
ระดับค่าจ้างเฉลี่ยในตลาดแรงงานก็ยิ่งตกต่ำ การให้ค่าจ้างสูงกว่าระดับค่าจ้างขั้นต่ำที่พึงได้หากย้ายงาน
ยิ่งสะท้อน อำนาจ ของนายจ้างที่สูงขึ้น
-
4
การจ่ายค่าจ้างในระดับสูงกว่าระดับที่ควรจะเป็น
นอกจากจะเป็นการหยิบยื่น ส่วนเกินทางเศรษฐกิจ ให้ลูกจ้างต้องขยันทำงานเพื่อรักษามันไว้ ซึ่งสะท้อน อำนาจ ของนายจ้างเหนือลูกจ้างแล้ว ยังเป็นการลดระดับของแรงจูงใจแบบ สัตว์เศรษฐกิจ ออกจากความสัมพันธ์ในตลาดแรงงานที่มีปัญหาผลประโยชน์ขัดกัน และใส่มิติความสัมพันธ์ทางสังคมเข้าเสริม
การให้ค่าจ้างสูงกว่าที่ลูกจ้างควรจะได้หรือสูงกว่าระดับค่าจ้างเฉลี่ยของสังคม
เสมือนเป็นการ ซื้อใจ และให้รางวัลแก่ลูกจ้าง จนทำให้ลูกจ้างรู้สึกอยากทำงานหนักขึ้นเพื่อตอบแทนนายจ้าง
ด้วยแรงจูงใจแบบต่างตอบแทน ดีมาดีไป ร้ายมาร้ายไป - (Reciprocity
Motive)
การที่นายจ้างเพิ่มค่าจ้างให้ลูกจ้างดูเสมือนว่า
นายจ้างให้คุณค่ากับความยุติธรรม (Fairness)
ความรู้สึกของลูกจ้างว่าตนได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรมมากขึ้นกระตุ้นให้เขาต้องการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน
เพื่อตอบแทนนายจ้าง แม้ว่าการกระทำดังกล่าวจะเพิ่มต้นทุนแก่ตัวเขาเองก็ตาม
ตรงกันข้ามกับมายาคติของวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก ที่เชื่อว่า
ประสิทธิภาพ (Efficiency) และความเป็นธรรม (Equity) ต้องเผชิญภาวะได้อย่าง-เสียอย่าง (Trade-offs) นั่นคือ หากต้องการความเป็นธรรมมากขึ้น
ต้องแลกมาด้วยประสิทธิภาพที่ลดลง
ในบางกรณี ความเป็นธรรมอาจมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจ
โดยเฉพาะในโลกแห่งสัญญาไม่สมบูรณ์ ที่ลำพังความเป็นสัตว์เศรษฐกิจมิอาจนำพาเศรษฐกิจไปสู่ระดับที่มีสวัสดิการสูงสุดได้
-
5
การที่ลูกจ้างได้รับค่าจ้างสูงยังส่งผลต่อเศรษฐกิจมหภาคอีกด้วย
โดยช่วยกระตุ้นความต้องการใช้จ่ายรวมของระบบเศรษฐกิจ เพราะเมื่อคนงานมีรายได้สูง
ย่อมมีอำนาจซื้อเพิ่มมากขึ้น และใช้จ่ายเพิ่มขึ้น การผลิตและการจ้างงานของเศรษฐกิจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ทั้งนี้ การจ้างงานสูงเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะย้อนกลับไปเพิ่มอำนาจต่อรองให้แรงงาน
ว่ากันว่า ขณะที่กำลังยืนมองคนงานขนเครื่องจักรใหม่เข้าสู่โรงงาน Henry Ford เอ่ยปากถาม Walter
Reuther ประธานสหภาพแรงงาน
ที่ยืนอยู่ข้างกันว่า วอลเตอร์,
คุณจะจัดการเครื่องจักรพวกนั้นอย่างไร?
Reuther ตอบ Ford ทันใดว่า
โอเค เฮนรี่, นั่นอาจจะเป็นปัญหา
และพูดต่อว่า แต่คุณล่ะ จะทำอย่างไร ให้คนงานพวกนั้นมีปัญญาซื้อรถฟอร์ด