สัมภาษณ์พิเศษ
ส่วนไลฟ์สไตล์ : หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 กันยายน 2545
ปกป้อง
จันวิทย์ จากจิ๋วแจ๋ว (กว่าจะ)
ถึงท่าพระจันทร์
'ผมไม่อยากเป็นนักวิชาการมั่วๆ'
พนารัตน์ จงเพิ่มพรวัฒนา, วรัญญา ศรีเสวก - เรื่อง
ธีรพล ปิฏปาตี ภาพ
ว่ากันว่า 'คนแต่ละคนมียุคของตัวเอง'
และถ้าเป็นยุคของคนรุ่นอายุ 30 ปีลงมา ร้อยทั้งร้อยต้องรู้จัก
'รายการจิ๋วแจ๋วเจาะโลก' รายการข่าวเด็กที่เคยฮอตสุด...สุด เมื่อ 10
กว่าปีก่อนเป็นอย่างดี เหมือนกับที่เคยผูกพันกับ 'สโมสรผึ้งน้อย'
ทุกวันนี้ทั้ง 2 รายการยังคงออกอากาศอย่างซื่อสัตย์
จะผิดก็เพียงรูปแบบที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย
หลายครั้งการได้มองย้อนกลับไปในวันเก่า
และเห็นสิ่งร่วมยุคสมัยทำให้อดที่จะรู้สึกดี...ดี ไม่ได้
โดยเฉพาะเมื่อเห็นคนร่วมยุคสมัยเติบโตและเดินไปบนเส้นทางความฝัน...ที่แตกต่าง
ถ้ายังจำกันได้ 'ปกป้อง จันวิทย์'
หนุ่มน้อยร่ำรวยรอยยิ้มคนนี้เคยรับหน้าที่ผู้ประกาศข่าวทีมแรกของจิ๋วแจ๋วเจาะโลกกว่า
9 ปีที่เขาหายหน้าหายตาไปด้วยวัยและภารกิจในการวิ่งวุ่นตามความฝัน...
เป็นความฝันที่มุ่งมั่นจะเป็น 'นักวิชาการ' ที่เชี่ยวชาญทางด้าน 'เศรษฐศาสตร์'
เป็นอย่างยิ่ง
ครั้นเมื่อมีโอกาสเจอหน้า 'ปกป้อง จันวิทย์'
ความรู้สึกแบบเดียวกับเจอเพื่อนเก่าเกิดขึ้น ทั้งๆ
ที่เพียงรู้จักเขาผ่านหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น
ปกป้องย้อนความหลังให้ฟังว่า
เขาเป็นรุ่นแรกที่เข้ามาจัดรายการจิ๋วแจ๋วเจาะโลกตั้งแต่ปี 2532 จนถึงปี 2536
หลังจากที่เลิกจัดรายการก็ได้รับเลือกให้เป็นนักศึกษาโครงการแลกเปลี่ยน (เอเอฟ
เอส) ไปศึกษาต่อที่ประเทศฮังการี 1 ปี
ขณะนั้นฮังการีอยู่ในช่วงเปลี่ยนการปกครองในแบบคอม
มิวนิสต์มาสู่การปกครองแบบประชาธิปไตย
2 สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็น 2 จุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้เด็กจากครอบครัวธรรมดาอย่างเขาได้เรียนรู้ประสบการณ์ในสิ่งที่เด็กในวัยเดียวกันยากที่จะมี
'5-6 ปีที่ทำจิ๋วแจ๋วให้อะไรมหาศาล ด้วยความที่เป็นรายการข่าวเด็ก
เมื่อไปลงสนามทำให้เราได้เจอคนที่ไม่เคยเจอ หรืออาจจะไม่มีโอกาสเจอทั้งดารา
นักการเมือง นักธุรกิจ'
'การไปฮังการีในช่วงปี 2537 ก็ทำให้เห็นโลกที่กว้างขึ้น
การไปอยู่ในวัฒนธรรมหลากหลายทำให้เรียนรู้ว่าในโลกนี้ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่าใคร
ที่สำคัญได้มีเวลาครุ่นคิดกับตัวเอง
และได้รู้ว่าเราเป็นมนุษย์คนหนึ่งในโลกกว้างใหญ่ ดังนั้น อัตตามันก็จะน้อยลง'
หากย้อนไปทบทวนสิ่งสำคัญที่วางรากฐานให้เขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์เช่นทุกวันนี้กลับมีรากฐานสำคัญมาจากการอ่านและความสนใจในเรื่องการเมือง
'ผมชอบอ่านหนังสือพิมพ์มาตั้งแต่ชั้นประถมต้น และเติบโตมากับหนังสือพิมพ์มติชน
ชอบดูข่าวการเมืองและคุยเรื่องการเมืองเพราะรู้สึกว่ามันสนุก ดังนั้น
ผมจึงอินมากเมื่อเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
เพราะด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือและเคยไปอ่านเจอเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 และ 6
ตุลา 2519
ผมไม่เคยคิดว่าในชีวิตผมจะเจอกับเหตุการณ์แบบนี้
เพราะคิดว่าไม่มีปัจจัยทางสังคมอะไรที่จะทำให้เกิด'
'ผมรู้สึกเสียใจและผิดหวังมาก ตอนนั้นอยู่ชั้น ม.2 จะขึ้น ม.3
ก็เลยแอบตั้งปณิธานไว้เล็กๆ ในฐานะเด็กคนหนึ่งว่า
โตขึ้นเราจะทำอะไรได้บ้างที่จะไม่ให้เหตุการณ์แบบนี้มีโอกาสเกิดขึ้นอีกในเมืองไทย
เพราะผมไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากันเอง'
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาหมายมั่นว่าจะเป็นนักการเมืองที่ดีเพื่อที่จะทำประโยชน์ให้กับประเทศ
และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เด็กมัธยมต้นตะลุยอ่านหนังสือเกี่ยวกับการเมืองเป็นบ้าเป็นหลัง
ทั้งหันมาอ่านตำราและบทความวิชาการหนักๆ เกี่ยวกับการเมือง
และจุดเปลี่ยนสำคัญยิ่งก็มาถึงเมื่อเขาได้เจอหนังสือ 'อนิจลักษณะของการเมืองไทย'
ของ อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง
ซึ่งหนังสือเล่มนั้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจริง...
เขาบอกว่าอ่านแล้วปิ๊ง !!!
เป็นที่มาทำให้เขารู้สึกทึ่งและหลงใหลวิชาเศรษฐศาสตร์ และอยากเป็น 'นักการเมือง'
ในแบบ 'นักเศรษฐศาสตร์'
พอดีกับช่วงนั้นมีหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ฉบับหนึ่งมาสัมภาษณ์ในฐานะผู้ประกาศข่าวจิ๋วแจ๋ว
และถามถึงความฝันในอนาคต คำตอบสุดท้ายของปกป้องในวันนั้น คือ
'ผมอยากสอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์'
หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ได้รับจดหมายจาก อาจารย์ วรากรณ์ สามโกเศศ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์
ธรรมศาสตร์
จดหมายฉบับนั้นพูดถึงเรื่องเศรษฐศาสตร์ที่เขาสนใจและให้หาโอกาสเข้ามาคุยกันที่ท่าพระจันทร์เป็นจุดเริ่มต้นในการทำให้ภาพความฝันชัดเจนขึ้น
หลังจากจบ ม.4 เขาสอบเทียบและเอนทรานซ์โดยเลือกคณะเศรษฐศาสตร์
ธรรมศาสตร์เป็นอันดับ 1
และที่สำนักท่าพระจันทร์นี่เองทำให้เขาเลิกความคิดอยากจะเป็นนักการเมือง
'เมื่อโตขึ้นแล้วเริ่มรู้ว่าประเทศมันใหญ่เกินไปที่เราจะเข้าไปแก้ไขอะไรได้
ประเทศใหญ่เกินไปที่เราจะขึ้นไปโดยไม่พึ่งพากลุ่มผลประโยชน์ ดังนั้น
พอขึ้นมาแล้วเราก็จะไม่สามารถตัดสินใจบนพื้นฐานที่ให้สังคมได้ประโยชน์ที่สุดได้
และก็เชื่อตั้งแต่ตอนนั้นว่า เมื่อขึ้นไปแล้วจะไม่สามารถทำอะไรได้ตามใจชอบ'
'เมื่อก่อนผมเคยคิดว่า อำนาจคือจุดหมายปลายทาง
แต่ปรากฏพอเริ่มเรียนรู้ว่ามีอำนาจแล้วความดีมันหายไปนะ
ผมไม่เชื่อว่ามีอำนาจแล้วจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคม ผมว่าสังคมมันเปลี่ยนได้เลยจากตัวเรานี่แหละ
จากที่เราทำตัวให้ดีกับครอบครัว
และรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่'
เมื่อตัดความอยากเป็นนักการเมืองออกไป สิ่งที่เขาคิดว่าจะทำได้ดี คือ
การเป็นอาจารย์...นักเศรษฐศาสตร์
ด้วยความเป็นคนชอบสอน เขาเลือกเส้นทางที่จะเป็นอาจารย์
ปัจจุบันปกป้องเป็นอาจารย์สังกัดคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์
และอาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ เป็นแบบตัวอย่าง
'ถ้าคนรุ่นอาจารย์รังสรรค์ถือ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นเข็มทิศทางจริยธรรม
คนรุ่นผมก็ถืออาจารย์รังสรรค์เป็นเข็มทิศทางจริยธรรมในการเป็นอาจารย์
อาจารย์วรากรณ์ก็เช่นเดียวกัน และสิ่งสำคัญที่ผมได้เรียนรู้ก็คือ
ภารกิจหลักของนักวิชาการ คือ ต้องคุยกับชาวบ้านรู้เรื่อง'
'ในฐานะนักวิชาการผมอยากเขียนมากกว่าพูด เพราะเขียนได้มีโอกาสกลั่นกรอง
ผมไม่อยากเป็นนักวิชาการที่ชอบพูดวิชาการมั่วๆ เพราะนักวิชาการมั่วๆ มีเยอะแล้ว'
'ความตั้งใจวันนี้จึงอยู่บนพื้นฐานว่า การแก้ไข
ปัญหาของประเทศชาติไม่จำเป็นต้องเป็นนักการเมืองอย่างเดียว ต้องอยู่ที่ทุกคนด้วย
และคิดว่าอาชีพอาจารย์ก็เป็นอาชีพที่มีอิสระสูงและได้เรียนรู้ตลอดเวลา ได้สังสรรค์ทางความคิดกับคนรุ่นใหม่
ทำยังไงจะให้นักศึกษาฉุกคิดได้ว่า ประเทศนี้มีปัญหาใหญ่กว่าที่คิด
และเป็นปัญหาที่ซับซ้อนระดับหนึ่ง
การกระตุ้นให้นักศึกษาคิดและให้เขาเติบโตด้วยตัวเองเป็นเรื่องสำคัญ
อาชีพอาจารย์จึงมีประโยชน์มาก'
ถึงวันนี้ในวัย 25 ฝน 'ปกป้อง' เดินทางมาเกือบสุดปลายทางของความฝัน...ฝันที่เหลืออยู่ของเขานอกจากจะอยากมีพ็อกเกตบุ๊กรวมงานเขียนของตัวเองตามประสาคนชอบอ่านหนังสือแล้ว
เขามีความใฝ่ฝันสูงสุดที่จะเป็น 'อาจารย์' ที่ดี
และอีก 5 ปีข้างหน้าหลังจากกลับจากเรียนปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง
มหาวิทยาลัยแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เขาจะกลับมาเดินตามความฝันที่เหลือต่อ...
เป็นฝันที่เรียบง่ายและสุดแสนจะธรรมดา !!!