สิ่งที่ทำให้ ระบอบทักษิณ พัง
ปกป้อง จันวิทย์
อ.ประจำคณะเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ให้ความเห็นถึงปัจจัยที่จะทำให้ระบอบทักษิณ สะดุด
เขาวิพากษ์ระบอบทักษิณว่า
เป็นการผสมกันระหว่างการสร้างอาณาจักรแห่งความกลัวผ่านผู้นำที่เข้มแข็งรวบอำนาจ
กับการให้ความหวัง โดยเฉพาะความหวังทางเศรษฐกิจ เช่น เศรษฐกิจจะเติบโตขึ้น
คนจะหายจน ซึ่งถ้าคนเชื่อความหวังที่รัฐบาลสร้าง เช่น เชื่อว่าเศรษฐกิจจะโตจริง
ก็มีความมั่นใจในการใช้จ่าย เศรษฐกิจก็จะโตขึ้นจริงๆ ตามที่หวังไว้ แต่ ความหวัง มันคนละเรื่องกับ
ความจริง
เพราะความหวังอาจไม่ได้อยู่บนพื้นฐานที่เข้มแข็งก็ได้
ระบอบทักษิณเลยทำงานภายใต้แรงจูงใจให้ปกปิด ความจริง
ในส่วนที่นอกเหนือจาก ความจริง ที่ผู้นำผูกขาดคำนิยามไว้ เพราะคนก็ไม่กล้าพูดความจริง
กลัวผู้นำจะฟังไม่เข้าหู แล้ว ความจริง ยังทำลายความหวัง
ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนให้ระบอบทักษิณเดินหน้าอีกด้วย
ระบอบทักษิณจึงเดินหน้าด้วยด้วยการกันคนที่ไม่ใช่พวก เขา หรือไม่เชื่อ ความจริง แบบที่คุณทักษิณนิยาม หรือคนที่ชอบทำลาย ความหวัง ออกไป
คนที่ถูกกันออกเหล่านี้สุดท้ายก็จะกลายเป็นพันธมิตรร่วมกัน โดยไม่ได้ตั้งใจ
กลายเป็นพลังรวมหมู่ที่พร้อมย้อนกลับมาต้านตัวระบอบในอนาคต
เราจะเห็นว่าคนเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในพรรคนอกพรรค คุณทักษิณยิ่งเข้มแข็ง
คนกลุ่มนี้ก็ยิ่งมากขึ้น เข้มแข็งขึ้น
นี่คือวิกฤตในอนาคตที่เกิดจากความขัดแย้งภายในตัวระบอบทักษิณเอง
ในความเข้มแข็งมีความอ่อนแอเป็นเงาตามตัวเสมอ
นี่คือ
ปัญหาของระบอบผู้นำเข้มแข็ง ระบอบนี้ไม่ใส่ใจกระบวนการมีส่วนร่วม
เพราะผู้นำเก่งคนเดียว ผูกขาดความจริงคนเดียว ซึ่ง
ลำพังผู้นำแบกรับภาระปัญหาที่ซับซ้อนไม่ไหวหรอก
ต้องระดมภูมิปัญญาของทุกภาคส่วนมาช่วยกัน
ปกป้อง บอกว่า ทั้งสังคมไทยและระบอบทักษิณไม่ได้หยุดนิ่ง
แต่มีพลวัตเคลื่อนไหวตลอดเวลา
เมื่อทุกอย่างเคลื่อนไปข้างหน้าก็ย่อมเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในระหว่างพลังที่ขัดกัน
เป็นการทำลายตัวเองจากภายใน เพื่อพัฒนาไปสู่สิ่งใหม่
ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะคลี่คลายเป็นอะไร
นอกจากนั้น ลักษณะของระบอบทักษิณ
ยังยากที่จะรับมือภัยคุกคามจากภายนอกอีกด้วย โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ลูกใหญ่ ๆ
ที่จะเจอในอนาคต
ระบอบผู้นำเข้มแข็งมันรับมือวิกฤตไม่ได้ เพราะวิกฤตเกิดขึ้นฉับพลัน
ต้องใช้ภูมิปัญญาสูง การรับมือวิกฤตการณ์ต้องกล้าเผชิญความจริง และระดมภูมิปัญญาอย่างกว้างขวาง
แต่ผู้นำไม่ชอบความจริง เพราะมันทำลายความหวังซึ่งช่วยให้เขาอยู่รอด และนึกว่าตัวเองรู้ดีที่สุดอยู่คนเดียว
ซึ่งเราก็เห็นว่าเขาไม่ได้ฉลาดล้นอย่างที่เขาคิด
... สังเกตได้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลล้มเหลวในการรับมือวิกฤต
ไม่ว่าเรื่องภาคใต้ หรือไข้หวัดนก
จะเก่งก็แต่กับอะไรก็ตามที่รัฐบาลเป็นคนวางแผนกำหนดวาระขึ้นมาเอง
ซึ่งรัฐบาลใหม่อาจต้องเผชิญวิกฤตรอบใหม่อีกหลายลูก ทั้งไข้หวัดนกรอบใหม่ ปัญหาภาคใต้ที่ดูจะยังไม่มีความหวัง
เพราะคุณทักษิณดูจะเป็นคนสุดท้ายที่คิดใช้เงินเป็นตัวตั้งในการแก้ปัญหา
แทนที่จะมุ่งไปที่มิติทางวัฒนธรรมและสร้างนิติธรรม นอกจากนั้น
คุณทักษิณอาจได้เผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ จากปัญหาที่ซุกซ่อนไว้จากรัฐบาลชุดแรก
และเศรษฐกิจโลกที่อาจตกต่ำ ยิ่งเงินทุนระหว่างประเทศเคลื่อนย้ายได้เสรี
วิกฤตเศรษฐกิจจะยิ่งมีผลกระทบรุนแรงและแพร่รวดเร็ว
และเมื่อสังคมเผชิญวิกฤต คนจะให้เวลารัฐบาลไม่มาก
เพราะรัฐบาลใหม่ไม่ได้เวลาฮันนีมูนอีกแล้ว คนมองว่าเป็นทักษิณปีที่ 5 ไม่ใช่ทักษิณนับปีที่ 1 ใหม่
ความเข้มแข็งของระบอบทักษิณไม่สามารถให้ความหวังหรือสร้างประเทศให้พัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ปกป้อง เสนอทางออกว่า ในระยะยาว
ต้องเปิดพื้นที่ให้กับการเมืองภาคประชาสังคม
เพิ่มความสำคัญแก่กระบวนการประชาธิปไตยนอกรัฐสภา
สร้างพรรคทางเลือกที่เป็นพรรคอุดมการณ์และมีกติกาที่เอื้อให้ดำรงอยู่ได้
โดยปกป้องเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญ
เพื่อเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองให้มากที่สุด
รวมถึงปฏิรูปองค์กรอิสระ
รัฐธรรมนูญหลายมาตราปิดพื้นที่ทางการเมือง
เช่น การบังคับให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค
การบังคับให้ ส.ส.ต้องจบปริญญาตรี ฯลฯ ตลาดการเมืองควรจะเปิดกว้างให้มากที่สุด
ถ้าคนอยากได้ ส.ส.สังกัดพรรค หรือจบปริญญาตรี เขาก็เลือกเอง ไม่ใช่ถูกบีบโดยกฎหมาย
เราไม่มีสิทธิไปห้ามคนลงสมัครอิสระหรือจบต่ำกว่าปริญญาตรี
ประชาธิปไตยต้องเปิดกว้าง ให้หลากหลาย เต็มไปด้วยตัวเลือก
...รัฐธรรมนูญไม่ควรมีอคติให้การเมืองมีพรรคใหญ่ไม่กี่พรรค
แล้วลงโทษพรรคเล็ก โดยอ้างลอยๆว่าเป็นพัฒนาการที่ดี การเมืองควรมีความหลากหลาย
พรรคเล็กมีคุณค่าในการเพิ่มชีวิตให้ประชาธิปไตย
ถ้าคนอยากเลือกพรรคใหญ่แล้วเขาเลือกให้เหลือสองพรรคโดยธรรมชาติก็ไม่เป็นไร
แต่กติกาในรัฐธรรมนูญควรมีความเป็นธรรมต่อการดำรงอยู่ของพรรคการเมืองเล็ก
ผมไม่เห็นด้วยกับการตัดเสียงพรรคที่ได้คะแนนในระบบบัญชีรายชื่อไม่ถึง 5% ออก
เสียงประชาชนที่แสดงออกผ่านการเลือกตั้งควรมีความหมายและถูกนับทุกเสียง
อย่างพรรคมหาชนได้เสียงถึง 1.4 ล้านเสียง
แต่กลับไม่มีตัวแทนในสภา ทั้งที่ควรได้ที่นั่งตามสัดส่วน ขณะที่
ส.ส.เขตได้รับคะแนน 30,000-50,000 เสียง ยังมีที่นั่ง
เสียงคนเป็นล้านกลับไม่มีความหมาย
...
การเลือกตั้งเป็นตัวกลางในการถ่ายทอดความพอใจ (preference) ของผู้ใช้สิทธิให้ออกมาเป็นผลลัพธ์
(ที่นั่งในสภา) ที่สอดคล้องกับมติมหาชนให้มากที่สุด ดังนั้น
การบริหารจัดการการเลือกตั้งควรบิดเบือนการส่งผ่านความพอใจของผู้ใช้สิทธิให้น้อยที่สุด
ที่ผ่านมา กกต. ทำหน้าที่เกินเลย จนหลายครั้งบิดเบือนมติมหาชน
ผมเขียนวิจารณ์เรื่องนี้ไว้ในโอเพ่นเล่มใหม่ที่กำลังจะออก
ปกป้องทิ้งท้ายว่า
การพยายามให้เกิดระบบการเมืองสองพรรคในบ้านเรา
อาจไม่นำไปสู่ภาพฝันที่คนคิดอยากเห็น แต่อาจบั่นทอนทางเลือกของคนไทย
เมืองไทยถ้ามีระบบน้อยพรรค
มันแตกต่างจากเมืองนอก
เพราะถึงที่สุด ดูให้ถึงความเป็นของแท้ของสองพรรคใหญ่แล้ว
ประชาธิปัตย์กับไทยรักไทย ก็ไม่มีความแตกต่างกัน ทั้งคู่ไม่ใช่พรรคอุดมการณ์
ทั้งคู่มีนโยบายเชิงอุดมการณ์อะไรที่ต่างกันคนละขั้วบ้าง
ผมไม่ได้พูดถึงนโยบายขายของรูปธรรมแบบแจกเงินหรือผลิตโครงการประชานิยมนะ
แต่พูดถึงอุดมการณ์ความคิดเชิงนามธรรมว่าเหตุผลการดำรงอยู่ของพรรคคุณคืออะไร
มันไม่ชัดเหมือน Republican กับ Democrat ถ้าทั้งคู่เป็นรัฐบาล
ด้านหนึ่งก็ใช้นโยบายเสรีนิยมใหม่แน่ คือ เปิดเสรีการค้าการเงิน แปรรูปรัฐวิสาหกิจ
อีกด้าน ก็เอาใจคนจนเพื่อดึงฐานเสียงให้ชนะเลือกตั้ง
ช่วงเลือกตั้งเราก็เห็นเขาแข่งกันเล่นเกมประชานิยมแล้ว มันไม่ได้เสนออะไรที่แตกต่างกัน
... ยิ่งรัฐธรรมนูญเอื้อให้เกิดระบบน้อยพรรค
ขณะที่พรรคการเมืองบ้านเราไม่แตกต่าง ยิ่งเป็นผลเสียต่อประชาชน
ทำอย่างไรให้พรรคอุดมการณ์ ซึ่งโดยธรรมชาติของมันต้องเป็นพรรคเล็ก เกิด เติบโต
และดำรงอยู่ได้ อย่าว่าแต่พรรคทางเลือกที่ 3 เลย พรรคทางเลือกที่ 2 ที่เป็นสถาบันระดับหนึ่ง
เรายังไม่มีเลย