Coffee with
open นิตยสาร
open ฉบับที่ 40 มีนาคม 2547
ปกป้อง จันวิทย์ เศรษฐศาสตร์นอกรั้วกระแสหลัก
จากพิธีกรรายการทีวี จิ๋วแจ๋วเจาะโลก ผู้โด่งดังตั้งแต่วัยเยาว์
อะไรทำให้เด็กชายคนหนึ่งซึ่งใฝ่ฝันจะเป็นนักการเมืองหันเหชีวิตตัวเองสู่การเป็นนักวิชาการเศรษฐศาสตร์เต็มตัว
และไม่ใช่แต่เศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกซึ่งครอบงำความคิดคนส่วนใหญ่อยู่เท่านั้น
แต่ ปกป้อง จันวิทย์ เลือกที่จะเรียนเศรษฐศาสตร์นอกกระแสหลัก
ด้วยเชื่อมั่นว่ามันคือเศรษฐศาสตร์ที่แท้
ซึ่งอธิบายความเป็นไปของสังคมได้ดีกว่าเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก
อันติดอยู่กับกรอบคิดว่าคนเป็นเพียงสัตว์เศรษฐกิจเท่านั้น
คุณอยากเป็นอาจารย์เพราะอะไร
จริง ๆ แล้ว ตอนเรียนมัธยมต้น
ผมอยากเป็นนักการเมือง ผมสนใจการเมืองมากกว่าเศรษฐศาสตร์ด้วยซ้ำ ตอนนั้นยังไม่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์เลย
ผมชอบติดตามข่าวการเมือง
อ่านหนังสือที่นักวิชาการรัฐศาสตร์เขียน โดยเฉพาะช่วงหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในฐานะคนชอบการเมือง
และเคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับ 14 ตุลา
และ 6 ตุลามา ผมเลยรู้สึกเสียใจมากที่เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเกิดขึ้น
ทำให้ผมตั้งปณิธานในใจว่า
อยากเล่นการเมืองเพื่อมีส่วนร่วมในการขจัดเงื่อนไขไม่ให้เหตุการณ์ไทยฆ่าไทยแบบนี้เกิดขึ้นอีก
ในช่วงที่ผมขยันอ่านหนังสือหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ผมได้ไปอ่านหนังสือ อนิจลักษณะของการเมืองไทย
ของอาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์
อ่านแล้วรู้สึกปิ๊ง อาจารย์รังสรรค์นำทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มาอธิบายปรากฏการณ์การเมืองอย่างฟังขึ้น
ในแง่มุมที่ต่างจากนักรัฐศาสตร์ทั่วไป ผมเลยเริ่มสนใจเศรษฐศาสตร์ และมองว่ามันเป็นเครื่องมือในการเข้าใจโลกที่น่าสนใจ
อีกอย่างหนึ่ง ตอนนั้นประเด็นปัญหาทางเศรษฐกิจเริ่มมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ
ผมอยากอ่านหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจเข้าใจ
และคิดว่านักการเมืองในอนาคตต้องมีความรู้เศรษฐศาสตร์ เลยตั้งใจว่าอยากสอบเข้าคณะเศรษฐศาสตร์
ธรรมศาสตร์
เศรษฐศาสตร์เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการอธิบายสังคมหลายด้าน
ไม่ใช่แต่มิติด้านเศรษฐกิจเท่านั้น เป็นวิชาที่พยายามเข้าใจและอธิบายโลกแบบที่เป็นอยู่ด้วยแว่นตาแบบหนึ่ง
ไม่ว่าเราจะชอบมันหรือไม่ เช่น
พยายามอธิบายว่าทำไมนักการเมืองถึงโกง แม้เราจะไม่อยากให้นักการเมืองโกง จะแก้ปัญหาหรือทำโลกให้ดีขึ้นได้
จะทำให้นักการเมืองไม่โกงได้ ก็ต้องเข้าใจกลไกการทำงานของตลาดการเมืองหรือของโลกเสียก่อน
จะได้รู้ว่าจะแก้ปัญหาที่ตรงไหน จะปรับโครงสร้างสิ่งจูงใจตรงไหน การพยายามเข้าใจโลกหรือสังคมแบบที่มันเป็นอยู่
ท้ายที่สุด ก็เพื่อแก้ไขมันให้ดีขึ้น
ตอนนั้น นอกจากอยากเป็นนักการเมือง
ผมยังชอบสอนหนังสือ ผมเอาน้องมาสอนหนังสือตั้งแต่เด็กๆ
ผมชอบเล่า
ชอบเถียง ชอบอ่าน ชอบเขียน ชอบคิด ยิ่งเมื่อมาเรียนที่คณะเศรษฐศาสตร์
ธรรมศาสตร์ ได้อยู่ในสังคมวิชาการ
เรียนกับอาจารย์ดีๆ ได้เข้าฟังสัมมนาวิชาการ
อ่านหนังสือมากขึ้น ผมก็เริ่มหลงใหลอยากเป็นนักวิชาการ
ตอนช่วงปิดเทอมก่อนขึ้นปีสี่ ผมเคยไปช่วยงานอาจารย์วรากรณ์
สามโกเศศ ซึ่งตอนนั้นท่านเป็นรองเลขาธิการนายกฯ พอได้ไปสัมผัสการเมืองใกล้ขึ้น
ผมยิ่งรู้สึกว่าการเป็นนักการเมืองแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้
เพราะปัญหาของประเทศเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ใหญ่และซับซ้อนมาก การเป็นนักการเมืองทำประโยชน์ให้ประเทศไม่ได้มากเท่านักวิชาการหรอก
นี่เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้คุณไม่อยากเป็นนักการเมืองแล้ว
มันก็ไม่ได้เปลี่ยนทันที พอสนใจบทบาททางวิชาการมากขึ้น
ความอยากเป็นนักการเมืองก็ลดลงเรื่อยๆ ยิ่งอ่านหนังสือเยอะขึ้น เรียนรู้การเมืองมากขึ้น
ก็รู้ว่าการเข้าไปนั่งในสภา ไม่ใช่ทางออกเดียวในการแก้ปัญหาของประเทศ
หรือการมีส่วนร่วมผ่านการเลือกตั้งไม่ได้เท่ากับประชาธิปไตย
ถึงเป็นนักวิชาการก็เล่นการเมืองได้ แต่ไม่ใช่ในความหมายเข้าไปรับใช้นักการเมืองนะครับ
เพราะนักวิชาการมีส่วนสำคัญต่อการเมืองภาคประชาชน ซึ่งสำคัญกว่าการเมืองในสภาเสียอีก คนที่เหมาะจะเป็นนักการเมืองก็ปล่อยให้เขาทำไปดีกว่า
ผมไม่ได้มองว่าอาชีพนี้เลวร้ายนะครับ แต่ยิ่งโตขึ้น ผมรู้สึกว่ามันขัดกับนิสัยผม
ผมรักอิสระ ชอบพูดตรงไปตรงมา
ไม่โกหก บุคลิกแบบนี้ ถ้าเป็นนักการเมืองก็คงไม่รุ่ง สู้เอาความรู้มาสอนหนังสือ
สร้างคนรุ่นใหม่ๆ ให้รู้จักคิด
น่าจะเกิดประโยชน์มากกว่า
แล้วสังคมไทยมีนักวิชาการและปัญญาชนสาธารณะน้อยเกินไป ทั้งที่สามารถสะท้อนมุมมองแบบหนึ่ง
ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ไหนโดยตรง ไม่ต้องสังกัดใคร มีอิสระสูง ติดตามพรมแดนความรู้ และให้สติกับสังคมได้
นักการเมืองต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่าง ต้องเล่นเป็นทีม ต้องมีมารยาทระดับหนึ่ง
ต้องเอาใจกลุ่มผลประโยชน์มากมาย ผมไม่ได้บอกว่านักการเมืองคิดได้แย่กว่านักวิชาการ
แต่โดยหัวโขนที่สวมก็ต้องเป็นแบบนี้ มีข้อจำกัดทางการเมืองมากมาย จนสุดท้ายไม่รู้ว่าจะได้ทำอะไรอย่างที่เราอยากทำได้สักแค่ไหน
การเป็นนักการเมืองก็ทำประโยชน์ได้ระดับหนึ่ง มีอำนาจ และได้เอาความรู้ไปใช้ในทางปฏิบัติจริงๆ
แต่คนที่มีความรู้
แต่ไม่มีอำนาจอย่างนักวิชาการก็สามารถสะท้อนแง่มุมอื่นที่คนมีอำนาจ
หรือคนวงในที่กำหนดนโยบายมองไม่เห็น การอยู่วงนอกมีประโยชน์
แม้จะถูกหาว่า รู้น้อย ไม่รู้จริง แต่ก็สามารถมองเห็นสิ่งที่คนที่อยู่วงในก็ไม่มีทางมองเห็นได้
การขยับตัวเองออกมาจากโลก อาจทำให้เห็นโลกชัดขึ้น
สังคมไทยต้องการคนที่เขยิบออกมาข้างนอก
มองเข้าไป คอยตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์
อย่างนักวิชาการ
แม้ผู้มีอำนาจจะไม่ชอบก็ตาม
พอเรียนจบ คุณวางแผนชีวิตอย่างไร เพื่อจะไปถึงจุดหมายที่วางไว้
จบปริญญาตรีมา ผมก็อยากสอนหนังสือสักปี
สองปี แล้วค่อยไปเรียนต่อ ก็เดินเข้าไปสมัครที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เกรดปริญญาตรีของผมดี
ได้เหรียญทอง เขาก็รับเป็นอาจารย์
สอนได้เทอมหนึ่ง ผมก็ย้ายมาที่คณะเศรษฐศาสตร์
ธรรมศาสตร์ เข้าทำงานเดือนพฤศจิกายน
2542 ผมเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์
2 ปี ผมก็ได้ทุนฟุลไบรท์ไปเรียนเศรษฐศาสตร์การเมืองที่
University of Massachusetts (Umass) แห่ง Amherst ซึ่งเป็นคณะเศรษฐศาสตร์
ฝ่ายซ้าย หนึ่งในไม่กี่แห่งของอเมริกา
ทำไมเลือกเรียนที่นี่
ผมอยากเรียนเศรษฐศาสตร์อีกแบบ เพราะที่ธรรมศาสตร์ก็สอนเน้นเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก
เป็นที่พูดกันว่าสำนักท่าพระจันทร์เป็นป้อมปราการของเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิก
เศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิกคืออะไร
เศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่มีข้อสมมติเบื้องต้นว่าคนเป็นสัตว์เศรษฐกิจ
ในความหมายที่แต่ละคนพยายามตัดสินใจให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด
ภายใต้ข้อจำกัดบางอย่าง คนตัดสินใจแบบมีเหตุมีผลทางเศรษฐศาสตร์ เราได้ยินนักเศรษฐศาสตร์ชอบพูดอยู่บ่อยๆ
ว่า ทรัพยากรทุกอย่างในโลกมีจำกัด
ฉะนั้น เราจะเลือกใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
บริษัทก็พยายามทำกำไรสูงสุดภายใต้เงินทุนที่จำกัด
ผู้บริโภคก็เลือกบริโภคให้ตัวเองได้ความพอใจมากที่สุดภายใต้เงินที่มีจำกัด ทฤษฎีนี้มีรากฐานที่การพยายามเข้าใจพฤติกรรมของคนแต่ละคน
โดยเชื่อว่าหากเข้าใจคนก็ย่อมเข้าใจสังคมที่ประกอบด้วยปัจเจกบุคคลรวมๆ กันได้ เมื่อต่างคนต่างทำดีที่สุดเพื่อตัวเอง พอรวมกันเป็นสังคม
สังคมก็ย่อมได้ประโยชน์สูงสุดด้วย
กรอบการวิเคราะห์ของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาตรฐานจะอยู่ภายใต้ข้อสมมติที่ว่า
ตลาดทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารเท่าเทียมกัน
ทำสัญญากันแล้วไม่มีใครโกง ไม่สนใจมิติความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ข้อสรุปเบื้องต้นของสำนักนีโอคลาสสิกคือ
ตลาดหรือกลไกราคาเป็นกลไกจัดสรรทรัพยากรที่ดีที่สุด รัฐไม่ควรแทรกแซงตลาด และมีบทบาทที่จำกัด
เข้าไปช่วยแก้ปัญหาบางอย่างที่ทำให้ตลาดล้มเหลว เช่น ผลิตสินค้าสาธารณะ แก้ผลปัญหาผลกระทบภายนอก ทั้งด้านดีและไม่ดี
เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมีความเป็นวิทยาศาสตร์สูง ใช้เทคนิคคณิตศาสตร์ ซึ่งพอเป็นวิทยาศาสตร์
ก็ต้องตัดอะไรออกมากมาย เพื่อให้ได้คำตอบที่ตายตัวชัดเจน
จาก A ไป B ไป C ส่วนมิติทางสังคม การเมือง วัฒนธรรม และสถาบัน กลับถูกละเลย ดังนั้น วิวัฒนาการของวิชาเศรษฐศาสตร์ในช่วงหลัง จึงเป็นศาสตร์ที่เน้นมิติทางเศรษฐกิจ
สนใจวิเคราะห์โดยดูตัวแปรทางเศรษฐกิจเป็นหลัก
โดยสมมติว่าปัจจัยการเมือง สังคม
สถาบัน ค่านิยม และวัฒนธรรม อยู่คงที่ ถูกกำหนดมาแล้วโดยไม่รู้ที่มา ทั้งที่ในความเป็นจริง
สถาบันเปลี่ยนแปลงตลอด และมีที่มาที่ไป
มีประวัติศาสตร์ มีพัฒนาการของมัน
ถ้าถามต่อว่า
ข้อสมมติที่เป็นจุดตั้งต้นของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักบางข้อมีความสมจริงไหม ง่ายเกินไปหรือเปล่า ในโลกความจริง
คนเป็นสัตว์เศรษฐกิจเท่านั้นหรือ แล้วเราจะอธิบายพฤติกรรมของคนที่มีสำนึกเพื่อสังคม
ยอมจ่ายต้นทุนส่วนตัวเพื่อรักษาค่านิยมของชุมชนอย่างไร
เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมีปัญหาอะไรอีก
ผมคิดว่า โลกแห่งความจริงซับซ้อนกว่าโลกแบบเศรษฐศาสตร์กระแสหลักมาก
ในโลกแห่งความจริง ตลาดไม่สมบูรณ์
สัญญาไม่สมบูรณ์ ข้อมูลข่าวสารไม่สมบูรณ์
อำนาจต่อรองของหน่วยเศรษฐกิจไม่เท่ากัน เราจะเข้าใจปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ
โดยไม่คำนึงถึงมิติทางการเมือง สังคม
และสถาบันได้ไหม ผมคิดว่าได้ระดับหนึ่ง
แต่เป็นระดับที่ยังไม่น่าพอใจ ภาพที่ได้จะเบลอ
ถ้าอยากมองภาพชัด
จะตัดปัจจัยเหล่านี้ออกไม่ได้ เศรษฐศาสตร์กระแสหลักมีความสามารถในการอธิบายโลกได้จำกัด
อธิบายได้ภายใต้สถาบันบางแบบ และคนบางลักษณะเท่านั้น
จริงๆแล้ว เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาสังคมศาสตร์
คำถามใหญ่ที่อยู่ในใจผมตลอดคือนับวันมันจะยิ่งลืมรากเหง้าตัวเองหรือเปล่า เดิมเศรษฐศาสตร์ไม่มีหรอก องค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจอยู่ในวิชาปรัชญา
เศรษฐกิจ และการเมือง นักปรัชญาเป็นทั้งนักคิด
นักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ อย่างอดัม สมิธ ก็ไม่ได้เป็นนักเศรษฐศาสตร์ในความหมายที่เราเข้าใจในปัจจุบัน
เมื่อเศรษฐศาสตร์พัฒนาไปเรื่อยๆโดยเฉพาะตั้งแต่ช่วงปลายคริสตศตวรรษที่ 19 ที่เกิดวิชาการเศรษฐศาสตร์ (Economics) ปรากฏว่านับวันยิ่งกลายเป็นศาสตร์ของนักเทคนิคไปแล้ว
พูดกันด้วยภาษาที่คนเดินถนนทั่วไปไม่เข้าใจ
นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากอาจดีใจที่เศรษฐศาสตร์มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
มันก็มีประโยชน์ในตัวของมันมากอยู่ แต่ในทางกลับกัน
มันก็มีผลลบ นักเศรษฐศาสตร์ถูกฝึกให้เป็นนักเทคนิคมากขึ้นเรื่อยๆหลายคนเข้าใจ
logic แบบเศรษฐศาสตร์ เก่งในการทำแบบฝึกหัดทางปัญญาในกระดาษ
เก่งสร้างโมเดล แต่ไม่สามารถเข้าใจโครงสร้างสังคมการเมือง
ไม่เข้าใจประวัติศาสตร์ ไม่สามารถสังเคราะห์หรือประยุกต์องค์ความรู้ในกระดาษให้สอดคล้องกับโลกความจริง
มองไม่เห็นมิติทางสังคมที่กว้างขวาง นักเศรษฐศาสตร์กำลังสนุกกับการคิดเทคนิคใหม่ๆ แต่ละเลยปรัชญาพื้นฐานของมัน
ไม่สามารถตั้งคำถามที่น่าสนใจและมีคุณค่าได้
ในฐานะที่เศรษฐศาสตร์เป็นสังคมศาสตร์ที่พยายามอธิบายมิติทางเศรษฐกิจ
เราควรคาดหวังกับมันมากกว่านี้ไหม เราควรคาดหวังกับนักเศรษฐศาสตร์มากกว่าการทำตัวเป็นนักพยากรณ์
คอยทำนายว่า ปีนี้จีดีพีโตเท่าไหร่
เงินเฟ้อเท่าไหร่ ซึ่งจริงๆ แล้วก็ไม่เคยทำนายถูก เราอยากได้นักเศรษฐศาสตร์ที่เข้าใจโครงสร้างและปัญหาของสังคม
และมองพ้นไปจากแค่มิติเศรษฐกิจและเรื่องเทคนิคโดดๆ อย่างไทยก็มีนักเศรษฐศาสตร์ที่เป็นนักคิดด้วยแค่ไม่กี่คน
เช่น อาจารย์รังสรรค์ อาจารย์อัมมาร สยามวาลา ถือว่าน้อยมาก
ทั้งๆที่สมัยปริญญาตรีเรียนเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเป็นหลัก อะไรทำให้คุณเริ่มตั้งคำถามกับมัน
ไม่รู้เหมือนกัน อาจเพราะชอบอ่านหนังสือ
ผมไม่ได้อ่านแต่ตำรา และเรียนแค่ในห้อง
ผมอ่านบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์
อาจารย์เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ชัยอนันต์ สมุทวณิช ตั้งแต่มัธยมต้น ซึ่งการอ่านงานเหล่านี้ทำให้ได้ฝึกความคิดและตั้งคำถามเชิงวิพากษ์ในระดับหนึ่ง
แล้วผมชอบตั้งคำถามก่อนเชื่อ จะไม่ยอมรับทฤษฎีทันที
เช่น พฤติกรรมของคนเป็นแบบนี้จริงหรือเปล่า
ตลาดมีความสมบูรณ์จริงไหม ถ้าไม่จริง
ทฤษฎีควรเป็นอย่างไร อีกอย่างหนึ่ง
ด้วยความเป็นคนชอบการเมือง เลยเห็นว่าการเมืองกับเศรษฐศาสตร์แยกกันไม่ออก
เศรษฐศาสตร์ที่ไร้การเมืองมันแห้งแล้งมาก
ถ้าไปเรียนเศรษฐศาสตร์ระดับสูง มันแทบจะสอนคนให้เป็นนักคณิตศาสตร์
ไม่ได้ฝึกให้เป็นนักคิด เพราะสิ่งที่เรียนหลายสิ่งเป็นแค่แบบฝึกหัดทางสติปัญญาของเหล่านักเทคนิคที่คิดว่าตัวเองเป็นนักเศรษฐศาสตร์
ซึ่งมีคุณค่าต่อสังคมแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น
แต่สังคมไทยยิ่งมีปัญหาตั้งแต่ระดับที่ตื้นกว่าที่คุยกัน เพราะคนไทยขาดความรู้พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ ในบ้านเรามีคนอ่านกรุงเทพธุรกิจ
ประชาชาติธุรกิจเข้าใจกี่คน มีคนเข้าใจสิ่งที่แบงก์ชาติแถลงเป็นภาษาคนกี่คน
รู้เท่าทันพวกนักเศรษฐศาสตร์ขนาดไหน สิ่งแรกที่ต้องช่วยกันคือทำให้คนมีความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ทางเศรษฐศาสตร์เสียก่อน
ให้เข้าใจเศรษฐศาสตร์กระแสหลักเสียก่อนก็ได้ ซึ่งมันก็มีประโยชน์ในตัวของมัน แล้วในระดับต่อไป
ก็จำเป็นที่จะต้องตั้งคำถามต่อตัววิชาเศรษฐศาสตร์ให้หนักและลึก
ในระดับปรัชญาและระเบียบวิธีศึกษา
แล้วที่
Amherst เริ่มต้นสอนเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายได้อย่างไร
จริงๆ เมื่อก่อน ที่นี่ก็เป็นสำนักเศรษฐศาสตร์เหมือนที่เป็นอยู่ทั่วไป แต่ในยุคทศวรรษ 1970 ช่วงสงครามเวียดนาม
สังคมเอียงไปทางซ้าย เป็นยุคที่มีความกระตือรือร้นทางการเมืองสูง
อุดมการณ์สังคมนิยมแพร่กระจายกว้างขวาง Umass มีความคิดที่จะปฏิรูปคณะเศรษฐศาสตร์ โดยมุ่งหวังให้เป็น
Berkeley แห่งภาคตะวันออก เพราะตอนนั้น
UC-Berkeley มีคณะเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายที่มีชื่อ
ช่วงปฏิรูป เป็นจังหวะที่ Harvard ไม่ต่อสัญญา Samuel Bowles ซึ่งเป็นพวกฝ่ายซ้าย อาจารย์ฝ่ายซ้ายคนอื่นในคณะ
ซึ่งมีประมาณ 4-5 คน ก็ลาออกประท้วง Umass เลยชวน Bowles ให้มาอยู่ที่นี่ Bowles ก็คิดอะไรสนุกๆ
ว่า ถ้าอย่างนั้น เราก็มาทำคณะนี้ให้เป็นคณะเศรษฐศาสตร์แบบที่ควรจะเป็นดีกว่า เขาเลยตั้งทีมดึงเพื่อนสนิทอีกคนชื่อ
Herbert Gintis ซึ่งลาออกมาจาก
Harvard แล้วไปชวนคู่หูมาร์กซิสต์จากเยลมาอีกสองคน
และฝ่ายซ้ายอีกคนหนึ่ง
Bowles ยื่นข้อเสนอกับมหาวิทยาลัยว่าถ้าจะรับเขา
ก็ต้องรับพร้อมกันทั้ง 5 คน แล้วพวกเขาจะสร้างคณะให้เป็นแบบนี้ สุดท้ายมหาวิทยาลัยก็รับข้อเสนอ
นี่คือจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นก็มีพวกนักเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายหลายสำนักย้ายเข้ามาอยู่รวมกัน
ทั้งพวกมาร์กซิสต์ พวกโพสต์เคนเซียน
กลุ่มเศรษฐศาสตร์พัฒนา เป็นต้น
ที่นี่สอนอะไรบ้าง ที่แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก
ผมก็ต้องเรียนทั้งนีโอคลาสสิก และวิชาอื่นๆ
ที่สอนกันทั่วไป แต่ที่พิเศษคือ
เราตั้งเรียนเศรษฐศาสตร์การเมืองหลายสำนัก เรียนองค์ความรู้ที่ไม่ใช่กระแสหลักอย่างเข้มข้นด้วย โดยศึกษาตั้งแต่ระดับระเบียบวิธีคิดของมัน พยายามทำความเข้าใจเพื่อวิพากษ์และสังเคราะห์ทฤษฎีต่างๆ
ที่นี่สอนด้วยการชำแหละให้เห็นว่าเศรษฐศาสตร์แต่ละสำนักหรือแต่ละทฤษฎีไม่มีถูกผิด
แต่มีความหลากหลาย ถูกสร้างขึ้นมาด้วยระเบียบวิธีและข้อสมมติที่ต่างกัน
ไม่มีเกณฑ์สากลที่วัดว่าทฤษฎีไหนเหนือกว่ากัน หรืออันไหนดีที่สุด
ฉะนั้นอย่าคิดว่าข้าแน่ อย่าคิดว่าเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอธิบายได้ทุกอย่าง
อย่าคิดว่าเศรษฐศาสตร์ฝ่ายซ้ายอธิบายได้ทุกอย่าง ไม่ใช่ มันอธิบายคนละอย่าง เพราะแต่ละทฤษฎีมีจุดตั้งต้นไม่เหมือนกัน จึงสร้างบริบทแวดล้อมตัวมันเองต่างกัน
อย่างทฤษฎีมาร์กซ์มีชนชั้นเป็นจุดตั้งต้น แล้วก็สร้างเรื่องเล่าหรือคำอธิบายโลกโดยมีชนชั้นเป็นแก่นกลาง
ในคณะผมจะเต็มไปด้วยฝ่ายซ้าย ทั้งอาจารย์และนักศึกษา เท่าที่สัมผัสมา
ผมว่าพวกที่มีจิตวิญญาณฝ่ายซ้ายน่ารักดี ไม่คิดถึงแต่ตัวเอง มีจิตใจสาธารณะสูง
เรียกร้องความเป็นธรรมและเท่าเทียมในสังคม มีระดับความเชื่อมั่นในอุดมคติสูง เราได้ยินทั่วไปในโลกทุกวันนี้ว่าทุนนิยมคือระบบเดียวที่เราต้องอยู่กับมันแบบไม่มีทางเลือก
แต่อาจารย์และเพื่อนๆ ผมหลายคนยังเชื่ออย่างจริงจังจริงใจว่า
ทุนนิยมอยู่ได้อีกไม่นานหรอก สังคมนิยมที่แท้จริงยังเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือเปล่า
แต่มันให้อีกมุมมองที่พบเจอในบ้านเราลำบาก ที่ Amherst จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สนุกและรื่นรมย์มาก เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายทางความคิด และการถกเถียงทางปัญญา
ผมอาจไม่รู้เทคนิคเท่านักเศรษฐศาสตร์ที่เรียนมหาวิทยาลัยกระแสหลักทั่วไป
พูดเหมือนคนแบงก์ชาติพูดไม่ได้ แต่
พัฒนาการของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักคือยิ่งเรียนยิ่งแคบ ยิ่งเต็มไปด้วยเทคนิค
นี่ยิ่งน่ากลัว เพราะมันกันคนในสังคมออกไป
สามัญชนเข้าถึงไม่ได้ นับวันมันยิ่งเป็นศาสตร์ที่มีคนหยิบมือเดียวคุยกันรู้เรื่อง
แล้วบอกว่า สังคมอย่ายุ่ง เพราะคุณไม่รู้เรื่อง ปล่อยผม ผมรู้ ผมทำเอง แนวคิดนี้อันตราย
เราก็เห็นว่าการไว้ใจนักเทคนิคส่งผลอย่างไร วิกฤตเศรษฐกิจปี
2540 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ว่าหากเราไว้ใจนักเทคนิคโดยไม่สามารถตรวจสอบได้
ผลเสียที่ตกกับสังคมในบั้นปลายมีความรุนแรงขนาดไหน ตอนนั้นอย่าว่าแต่สังคมจะตรวจสอบนักเศรษฐศาสตร์เลย นักเศรษฐศาสตร์สำนักท่าพระจันทร์ก็ยากจะตรวจสอบนักเศรษฐศาสตร์วังบางขุนพรหม
สังคมต้องมีภูมิคุ้มกันทางปัญญาและสามารถรู้เท่าทันและตรวจสอบนักเทคนิคได้ระดับหนึ่ง
มันอันตรายทั้งนั้น
ถ้าเราไว้ใจคนที่คิดว่าเขารู้มากกว่าคนอื่นแล้วละเลยในการตรวจสอบและวิพากษ์ จะรู้มากกว่าคนอื่นจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้
แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นคือพวกที่คิดไปเองว่าตัวเองรู้มากกว่าคนอื่นๆ
แต่จริงๆตัวเองไม่รู้หรือรู้แบบผิดๆ แต่ไม่สำเหนียก กลับเต็มไปด้วยอวิชชา
พยายามผูกขาดความจริง
ยิ่งถ้าพวกนี้มีอำนาจ ยิ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งน่ากลัวไปใหญ่
(หัวเราะ)