พระราชดำรัส 4 ธันวาคม

 

            เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2546 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะบุคคลเข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา และทรงพระราชทานพระราชดำรัสแก่ประชาชนดังเช่นทุกปี 

            ผมเห็นว่า พระราชดำรัสปีนี้มีความน่าสนใจหลายแง่มุม คือขอตัดตอนบางส่วนที่ผมเห็นว่ามีความน่าสนใจมาบันทึกไว้ ณ ที่นี้  และหากจำกันได้ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราโชวาทแก่คณะผู้ว่าราชการจังหวัดในระบบบูรณาการเพื่อการพัฒนา (ซีอีโอ)  ซึ่งมีเนื้อความที่น่าสนใจไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน  โดยเฉพาะในส่วนที่ทรงแช่งผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอที่ทุจริตให้มีอันเป็นไป

            หากนำพระราชดำรัสและพระบรมราโชวาททั้งสองมาวางเรียงกัน คงสะท้อนบทบาทการใช้พระราชอำนาจที่มิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ที่ วอลเตอร์ แบกชอท เรียกว่า The Right to Warn ได้ชัดเจนระดับหนึ่ง (อ้างจาก คอลัมน์ข่าวปนคน คนปนข่าว โดยเซี่ยงเส้าหลง ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน ฉบับวันที่ 22 ตุลาคม 2546)

            ผมมีความคิดเห็นว่า การศึกษาบทบาทและความคิดทางการเมืองของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่หลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 เป็นวาระการวิจัยที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง 

            ตั้งแต่พระราชดำรัสว่าด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จนถึงพระราชดำรัสครั้งล่าสุด มี “คำไข” ที่สำคัญในการทำความเข้าใจ ความคิดทางการเมืองและเศรษฐกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่หลายคำ  ล่าสุดคือคำว่า “ประชาชนซีอีโอ” ซึ่งมีนัยะและความหมายในฐานะคู่ขัดแย้งกับ “นายกซีอีโอ” หรือ “ผู้ว่าซีอีโอ”  อย่างสำคัญและน่าสนใจ  แม้จะทรงรับสั่งแบบเปรย ๆ เท่านั้น มิได้ให้รายละเอียดแต่ประการใด 

นอกจากพระราชดำรัสที่ทรงเตือนสตินายกรัฐมนตรีแล้ว  พระราชดำรัสตอนท้ายที่ว่า  “... แต่ว่า ที่เดือดร้อนคือ พระมหากษัตริย์ เพราะว่า ใครตำหนิไม่ได้ เราไม่ได้บอก ท่านที่เขียนรัฐธรรมนูญบอกว่า พระมหากษัตริย์ใครตำหนิไม่ได้ ใครละเมิดไม่ได้ ทำไมเขียนอย่างนั้นไม่ทราบ ถ้าละเมิดไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่า เราทำถูก ไม่ถูก …”  ก็มีความน่าสนใจในการศึกษาวิเคราะห์ต่อไปเช่นกัน 

มิพักต้องเอ่ยถึง การวิเคราะห์วิวัฒนาการของทั้งเนื้อหาและท่วงทำนองของพระราชดำรัสในวันที่ 4 ธันวาคมของทุกปี  ในช่วงก่อนและหลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ว่ามีความแตกต่างหรือคล้ายคลึงกันเช่นไร และมีนัยทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่างไรบ้าง

 

 

 

เนื้อหาบางตอนของพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่คณะผู้ว่าราชการจังหวัดในระบบบูรณาการเพื่อการพัฒนา (ซีอีโอ) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2546   

           

… แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ที่เขาบอกว่าเศรษฐกิจกำลังขึ้น เศรษฐกิจกำลังขึ้นแล้วทุจริตจะขึ้นหรือไม่ไม่รู้ บางท่านจะเหลือราชการเพียงปีสองปี อย่างมาก 10 ปี เพราะว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดก็อายุแถวๆ 50 ปี มีผู้ว่าราชการจังหวัดที่อายุน้อยกว่า 50 ปี หายาก 10 ปี เมืองไทยอาจเจริญแล้ว และทุจริตก็เจริญ เพราะฉะนั้นท่านต้องห้ามทุจริตไม่ให้เจริญ แล้วท่านจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด ซีอีโอที่มีประสิทธิภาพ …

… ท่านรองนายก ท่านยังอยู่ได้อีก 20 ปี อยู่อีก 20 ปี หรืออาจจะอยู่ได้อีก 2 เดือน เราก็ไม่รู้เพราะว่าเป็นนักการเมือง แต่ท่านไม่ใช่นักการเมือง เป็น ซีอีโอ เป็น ซีอีโอ นี้มีเกษียณ แล้วกฎหมายเกษียณต่ออายุไม่ได้ ไม่มีต่ออายุ มีแต่ต่ออายุข้าราชสำนัก ที่จะต่ออายุได้เพราะมีกฎหมายข้าราชสำนัก ต่ออายุถึงเท่าไหร่ก็ได้ …

… สำหรับผู้ว่าราชการจังหวัด ซีอีโอ ต้องเป็นคนสุจริต ทุจริตไม่ได้ ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่ง ขอแช่งให้มีอันเป็นไป พูดอย่างนี้หยาบคาย ขอเปลี่ยนเป็น ถ้าไม่ทุจริต ถ้าสุจริต และมีความตั้งใจจะทำงานขอให้ต่ออายุได้ถึง 100 ปี ถ้าอายุมากและก็แข็งแรง แล้วสุจริตนี่ประเทศไทยจะรอดพ้นอันตรายอย่างมาก แต่ว่าผู้ที่มีความตั้งใจจะทำ จะให้พรให้อายุยืนเท่าไหร่ๆก็ไม่มีประโยชน์ เพราะเดี๋ยวนี้ทางรัฐบาลยังไม่ให้ต่ออายุ จึงขอให้ท่านทั้งหลายมีอายุถึง 60 ทั้งแข็งแรง ไม่เจ็บไข้อะไรเลย ให้ปลอดภัย และให้สามารถทำงานตามที่ต้องการ …

 

 

 

เนื้อหาบางตอนของพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่ประชาชนในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา  วันที่ 4 ธันวาคม 2546

 

 

 

... กลัวเหมือนกันว่าสร้างเขื่อนนี้จะทำให้รอยร้าวในดินเกิดแผ่นดินไหวโครมมา เราก็จะเดือดร้อน  แต่ที่เดือดร้อนที่สุดก็คือรอยร้าวในคน คนเดียวก็ร้าวได้ อย่างที่กระดูกร้าวต้องปะด้วยกาวอีพ็อกซี แต่ว่าระหว่างคนหลายคน ในหมู่คนมีรอยร้าวก็ลำบากมาก จะต้องหาวิธีที่จะประสาน สมาน ความร้าว นี่แถวหน้านี่ทั้งแถวก็ครูใหญ่ทั้งนั้น ก็รอยร้าวกันเยอะระหว่างคนในหลายๆ พวก ติดๆ กัน ไม่ติด กร๊อบ กร๊อบ ร้าว ไม่สามัคคีกัน อันนี้ควรจะพูดตอนท้ายให้ท่านทั้งหลาย ผู้ที่นั่งอยู่กันไกล ๆ กัน อย่าให้มีรอยร้าว คือให้สามารถที่จะสมานสามัคคีกันได้ ...

 

... เขาหาว่าครูบังคับนักเรียน แต่ว่ามาวิธีที่คิดใหม่ของรัฐบาล ต้องให้นักเรียนสอนครู ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเด็กนั้นเพิ่งเกิด เพิ่งเห็นโลก จะสอนครูได้ยังไง แต่จริงครูบางคนสอนไม่เป็น รัฐมนตรีบางคนก็สอนไม่เป็น แต่ว่าถ้าสอนให้ถูกจะทำให้เด็กสอนครูได้ ซึ่งไม่ใช่ว่าให้เด็กสอนครู แต่เกิดเด็กมีปัญหาอะไรก็ยอมให้เด็กพูดขึ้นมา เอ๊ะ นี่อะไร เท่ากับสอนครู คือถ้าเด็กร้องขึ้นมาว่า เอ๊ะ นี่อะไร โดยมากครูโกรธ ดูถูกครูรึ ทำโทษ  หมายความว่าการปฏิรูปศึกษานี่จะต้องให้มีว่าให้เด็กเกิดสงสัยได้ และอย่าไปนึกว่าสงสัยครู หรือสงสัยอธิบดี สงสัยปลัดกระทรวง สงสัยรัฐมนตรี อ่ะ ผู้ช่วยรัฐมนตรีก่อน ผู้ช่วยรัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วยว่าการ รัฐมนตรีว่าการ ถ้าเด็กร้องขึ้นว่า เอ๊ะ นี่อะไร ฟังเขา อันนี้ที่หมายถึงฟังเด็ก เพราะว่าความที่เด็กไม่ใช่เขารู้ เรียนรู้มา แต่บางคนเขามีความคิดที่แปลกๆ แหวกแนว เมื่อเขามีความคิดแหวกแนว เขาร้องเอ๊ะ ต้องฟังเขา ที่บอกอย่างนี้เพราะประสบการณ์ของตัวเอง เมื่อเด็กๆ เราไปร้องเอ๊ะ ทำไมเป็นอย่างนั้น แล้วก็ครูก็ดี ครูฝรั่งที่เขาบอกว่า เขาอธิบายว่าที่เอ๊ะนั่นคืออะไร เราพอใจก็สนใจต่อไป ที่ร้องเอ๊ะนี่เขาไม่ได้สอนในโรงเรียน

 

ครูไม่สอน เราก็ต้องสอนครู นี่มันก็แปลกอย่างนี้ เราก็ทำตามนโยบายของท่านนายกฯ ตั้งแต่ท่านนายกฯ ยังไม่เกิด เราสอน เราสอนครู แล้วลงท้ายครูเขาก็ยอมรับ ดีอยู่ที่ครูยอมรับ เราก็เลยไม่ถูกดุ ไม่ถูกดุแบนไปเลย แต่ท่านนายกฯ ก็เห็นว่าควรที่จะให้เด็กๆ สอนครูได้ ถูกต้อง แต่ว่าให้เด็กสอนครูจนกระทั่งครูไม่ได้สอนเด็ก อันนี้เป็นไปไม่ได้ ถ้าเด็กสอนครู คือมันไม่ก้าวหน้า ครูต้องสอนเด็ก ครูดีๆ ยังมี อย่างน้อยในนี้ก็มีคุณครูที่ดีคนนึง คือท่านนายกฯ ท่านนายกฯ ไปสอนเด็กๆ แบบให้เด็กสอนครู แต่สังเกตดูนายกฯ สอนเด็กให้เด็กสอนครู แต่ว่าท่านนายกฯ ไม่ยอม ไม่ยอมให้เด็กสอนนายกฯ ...

 

... ก็เลยนึกว่าจะต้องมาขอพึ่งครูทักษิณ ก็ไม่มีแล้ว ครูในเมืองไทยไม่มี ไม่มีครูอื่น มีแต่ครูทักษิณ แล้วนี่ก็อีกหน่อยก็คงต้องเดือดร้อน นายกฯ ต้องเดือดร้อน เพราะว่าจะต้องมาสอน ไม่มีเวลาไปทำอะไรอื่น สอนอยู่นั่นน่ะ แล้วเราก็ไม่เข้าใจ ก็ต้องสอนอีก แล้วลงท้ายนายกฯ ทักษิณก็บอก ข้าพเจ้าเป็นครู ข้าพเจ้าต้องฟังลูกศิษย์ เราก็ต้องสอนครูทักษิณ ...

 

... มาคงต้องพูด เพราะว่า นายกฯ มาพูดเมื่อวานนี้ที่สนามหลวงแล้วถือธง ถือธงชนะ ๆ ไชโย นี่แหละทราบดีว่านายกฯ ไม่ค่อยชอบให้เตือนเพราะว่าเตือนนี่ ใครเตือนเรามันเคือง มันเคือง แต่จะเล่าให้ฟัง เตือนเนี่ย สมเด็จพระบรมราชชนนี แม่เนี่ย เราอายุ 40, 50 แล้ว ท่านชม เก่ง ทำให้แม่ชอบ แต่ท่านต้องต่อนะอย่าลืมตัว ท่านว่าอย่างนั้นทุกครั้งอย่าลืม ท่านพูดบอก อย่าลอย อย่าลอย คือ ท่านใช้คำว่าปอดลอย ลอย ลอย ไอ้ขานี่ต้องอยู่กับดิน อยู่บนดิน ท่านบอกว่า ชื่อลูก ชื่อภูมิพล ภูมิพลต้องเหยียบดิน ไอ้การลอยไม่เหยียบดินนั้นเสร็จ ใช้ไม่ได้ ภูมิพลเนี่ยเหยียบดิน นี่ไม่ใช่ดิน ข้างใต้พื้นดิน พื้นดินถึงเดินไปบนภูเขาก็เดินบนดิน เหาะเฮลิคอปเตอร์แล้วก็ลงมาถึงก็เดินกับดิน ท่านเตือนอยู่เสมอว่า ห้ามไม่ให้ลอย จนกระทั่งอายุเกือบ 60 ท่านหยุด ท่านไม่เตือนแล้ว ท่านก็บอกว่าไม่ชอบเท่าไร ท่านบอกว่า ถ้าทำอะไรดีให้รู้ว่าดี แต่ว่าอย่าไปเห่อมากเกินไป แต่อย่างนี้ ขอโทษนายกฯ นะ หาว่าตำหนินายกฯ ไม่ใช่ ...

 

... เขาด่าว่า นายกฯ ทำสงคราม ทำให้คนตาย 2,500 คน ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น 2,500 คน นี่มันทั้งหมดเขานับ แต่ว่าพวกที่ตายเป็นส่วนใหญ่เป็นพวกที่เขาฆ่ากันเอง ฆ่ากันเองพวกที่ค้า พวกที่ผลิต เขาฆ่ากันเอง จำนวนมาก ที่ทางราชการจะรับผิดชอบก็อาจจะมีจำนวนหนึ่ง ก็ลองถามทางท่านผู้บัญชาการตำรวจฯ ว่าแยกจำแนกเป็นเท่าไร ก็เชื่อว่าใน 2,500 นี่มีมากที่เขาฆ่ากันเอง และความผิดของเขา มาโยนความผิดให้ท่านซูเปอร์นายกฯ ไม่รู้นะ ก็นายกฯ มี สั่งให้รองนายกฯ แล้วรองนายกฯ ก็เป็นซีอีโอ นายกฯ ก็เป็นซีอีโอ ซูเปอร์นายกฯ ก็โยนให้ เพราะว่าบอกว่าเป็นผู้ชนะ ก็ผู้ชนะกลายเป็นฆ่าหมดเลย ต้องรับผิดชอบ แต่แท้จริงก็ลูกน้องก็ต้องรับผิดชอบ คือ ที่เข้าใจ ซีอีโอไม่รับผิดชอบอะไรเลย ต้องให้รองนายกฯ รับผิดชอบ แล้วต้องมี 7 คน รองนายกฯ 7 คน เป็นผู้รับผิดชอบ แล้วรองนายกฯ 7 คน เขารับผิดชอบเขาก็ผลักให้พวกปลัดกระทรวง อ่ะพวกรัฐมนตรีก่อน พวกรัฐมนตรีรับผิดชอบ รับผิดชอบแล้วรัฐมนตรีก็บอกไม่รับผิดชอบ ต้องรัฐมนตรีช่วยว่าการ รัฐมนตรีช่วยว่าการก็ไม่รับผิดชอบ ต้องเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีก็บอกว่าปลัดต้องรับผิดชอบ ปลัดบอก นายกฯ บอกแล้วไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ไม่ให้ทำอะไร รองปลัด รองปลัดก็รับผิดชอบหมด รองปลัดบอก อธิบดี อย่างนี้เป็นการบอกว่า ไม่รับผิดชอบ ไม่มีใครรับผิดชอบเลย ลงท้ายใครรับผิดชอบ ประชาชนซีอีโอ ประชาชนซีอีโอทุกคนรับผิดชอบหมด แล้วทีนี้จะทำยังไง ...

 

... คือการปกครองสมัยนี้แปลกดี กลับไปเหมือนอย่างเก่า ประชาชนรับผิดชอบ ตอนนี้คนที่เดือดร้อนคือข้าพเจ้าเอง เดือดร้อนท่านรองนายกฯ มาบอกว่า ทรงเป็นซูเปอร์ซีอีโอ หรือใช้คำอะไรจำไม่ได้แล้ว แต่ว่าเข้าใจว่าเป็นซูเปอร์ซีอีโอ แล้วก็ลงท้ายเราก็รับผิดชอบทั้งหมด ประชาชนทั้งประเทศโยนให้พระเจ้าอยู่หัวรับผิดชอบทั้งหมด ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญนะ รัฐธรรมนูญบอกเอาไว้ว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย นี่ท่านแถวนี้ก็เป็นนักกฎหมาย นักกฎหมายก็บอกว่าพระเจ้าอยู่หัวไม่รับผิดชอบอะไรเลย ตกลงเราไม่รับผิดชอบประเทศชาติ เมืองไทยไม่มีใครรับผิดชอบเลย ...

 

... เขาพูดอย่างนั้นก็เมื่อวานตอนเช้าก็บอก รัฐบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรารับผิดชอบหมด เราน่าจะมีหน้าบึ้งเหมือนท่านรองนายกฯ แต่ไม่เป็นไรเรา เรารู้ว่าอะไรเป็นอะไร ฉะนั้นก็ท่านยิ้มก็ดีแล้ว ยิ้มแล้วก็จะได้ปรึกษาหารือกันทุกฝ่าย ตรงนี้มีท่านองคมนตรี ท่านรัฐมนตรีต่าง ๆ ท่านก็ขัดคอรัฐบาล ท่านขัดคอรัฐบาลผ่านพระเจ้าอยู่หัว ท่านไม่รับผิดชอบอะไร ดูรัฐธรรมนูญ ผู้ที่รับผิดชอบคนเดียวก็คือท่านรัฐบุรุษ ท่านรัฐบุรุษรับผิดชอบ เพราะว่าเวลามีองคมนตรีใหม่มา ท่านเป็นผู้รับสนอง ไม่ใช่นายกฯ คนส่วนมากเข้าใจว่าตั้งองคมนตรี ต้องเป็นนายกฯ รับสนอง ท่านประธานองคมนตรีรับสนอง ...

 

... อ่านหนังสือพิมพ์ เขาบอกว่า รัฐบาลทำไม่ดี ทำรุนแรงเกินไป ไปพิจารณาอ่าน ให้อ่านหนังสือพิมพ์ อ่านเหล่านั้น แล้วให้เขาเขียน เขาเขียนหนังสือพิมพ์ เขาติตำหนิเราก็ฟังเขา ว่าเขาตำหนิอะไร ถ้าเขาตำหนิถูกต้องก็ขอบใจเขา ถ้าตำหนิไม่ถูกก็บอกว่าไอ้นี่มันไม่ถูกเบาๆหน่อย แต่ว่า ที่เดือดร้อนคือ พระมหากษัตริย์ เพราะว่า ใครตำหนิไม่ได้ เราไม่ได้บอก ท่านที่เขียนรัฐธรรมนูญบอกว่า พระมหากษัตริย์ใครตำหนิไม่ได้ ใครละเมิดไม่ได้ ทำไมเขียนอย่างนั้นไม่ทราบ ถ้าละเมิดไม่ได้ เราก็ไม่รู้ว่า เราทำถูก ไม่ถูก แต่ท่านไม่อยู่แล้ว คุณแม่ ต้องเชื่อ เราเชื่อคนเดียว เชื่อแม่ แต่ท่านอยู่บนสวรรค์ เดี๋ยวนี้ท่านก็อยู่นี่ ท่านก็ตักเตือนอยู่ว่าให้คิดดี ทำดี ถูกต้อง  ก็ให้โอวาทกับตัวเอง เพราะไม่มีใครให้โอวาทแล้ว ก็สบายใจ ...

 

 

หมายเหตุ: เนื้อหาของพระราชดำรัสที่ยกมามิได้เรียงต่อกันเป็นเนื้อเดียว  หากเป็นการตัดตอนและคัดสรรเฉพาะบางส่วน   กระนั้นเนื้อหาในย่อหน้าเดียวกัน มิได้มีการตัดตอนแต่อย่างใด  (คัดลอกจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน)