ปี 2546 ของผม

 

            countdown

 

ผมนั่งเขียนบันทึกรอบปีฉบับนี้หลังจากนั่งดู CNN รายการ countdown รับปีใหม่ ถ่ายทอดสดจาก timesquare นิวยอร์ก ที่เมื่ออาทิตย์ก่อนผมเพิ่งออกจากบ้านนอกไปเที่ยวมา  จริง ๆ แล้ว  เมื่อเช้าตอนเที่ยง ผมก็นั่ง countdown รับปีใหม่ไปแล้วรอบหนึ่ง แต่หน้าจอคอมพิวเตอร์ของผมตอนนั้นเป็นภาพงานฉลองปีใหม่ถ่ายทอดสดจากสนามศุภฯ  ซึ่งนอกจากจะได้เห็นบรรยากาศคึกคักแล้ว ยังได้ฟังท่านนายกฯ หาเสียงฆ่าเวลาอีกด้วย แม้จะเอียนไปบ้าง แต่ก็ไม่อยากคิดมากให้เสียบรรยากาศรื่นเริง

            ปีนี้ผมนั่งรับปีใหม่อยู่คนเดียวในห้อง หน้าคอมพิวเตอร์และจอทีวี  ทั้งสองรอบมีคุณเก่ง เวปมาสเตอร์อยู่เป็นเพื่อน  รอบกลางคืนมีธรอีกคนหนึ่ง  ถ้าอยู่เมืองไทย ผมเดาว่าผมคงอยู่กับอัครเดชที่ใดที่หนึ่งในกรุงเทพฯ

            ผมยังจำวันขึ้นปีใหม่ปีที่แล้วได้เป็นอย่างดี  ตอนเย็นผมอยู่แถวสยาม ไปเดินดูหนังสือคนเดียว แต่หลังจากคุยโทรศัพท์กับใครคนหนึ่งที่กลับบ้านราชบุรี  ผมก็ตัดสินใจไปแถวปิ่นเกล้า เพื่อไป countdown กับใครอีกคนหนึ่งที่สนามหลวง ท่ามกลางบรรยากาศงานวัด  วันนั้นจอหนังกลางแปลงฉายมนต์รักทรานซิสเตอร์ ไม่ใช่มนต์รัก msn 

            แม้นปีนี้ผมอยู่เมืองไทย ยังไงก็คงไม่มีโอกาสได้ร่วมฉลองปีใหม่กับใครคนนั่นอีกแล้ว

 

            ปีแพะดุ

 

            ชีวิตของคนเราในรอบหนึ่งปี มีจุดผลิกผันมากมาย มีขึ้นมีลง เป็นอนิจจัง  ยิ่งปี 2546 ที่ผ่านมาด้วยแล้ว ความจริงข้อนี้เป็นนิรันดร์

            ปีที่ผ่านมา ชีวิตของผมเผชิญรสชาติหลากหลาย เริ่มต้นด้วยความสนุก สุขกับการทำงาน  หนักหนากับการเรียนตลอดทั้งปี  เศร้ากับชีวิตบางช่วง เซ็งกับเรื่องราวไร้สาระบางเรื่อง  และเหนื่อยหน่ายกับชะตาชีวิตบางอย่าง  แต่โดยรวมแล้ว ปี 2546 ไม่ใช่ปีที่ดีสำหรับผมและครอบครัวแม้แต่น้อย แม้จะมีความทรงจำดี ๆ อยู่บ้างก็ตาม 

            ผมนิยามปีที่เพิ่งผ่านไปว่า ปีแพะดุ

            สิ่งที่ผมรู้สึกสบายใจในบั้นปลายก็คือ ผมและครอบครัวสามารถผ่านพ้นมรสุมลูกใหญ่ไปได้ในที่สุด   แม้จะยากลำบากและบั่นทอนจิตใจไปมากทีเดียว  กระนั้น ความยากลำบากก็ช่วยสร้างความแข็งแกร่งทางจิตใจและประสบการณ์อีกรูปแบบที่ถ้าไม่เจอกับตัวก็คงไม่รู้สึก

            ในส่วนของครอบครัวผม  เครดิตทั้งหมดต้องยกให้แม่และน้องสาวของผม ที่จัดการภาระที่เมืองไทยได้อย่างยอดเยี่ยมและเต็มไปด้วยอดทน แม้ว่าจะยากลำบาก เหน็ดหนื่อย โดนบั่นทอนสมองและหัวใจอย่างมาก จนตอนท้ายต่างคนต่างสูญสิ้นพลังไปเสียเกือบหมดก็ตาม   ได้แต่หวังว่าเมื่อกาลเวลาผ่านไป ปีหน้าฟ้าใหม่ พลังวัตรจะกลับมาแข็งแกร่งเต็มเปี่ยมได้ดังเดิม พร้อมกับบ้านใหม่ที่พวกเราร่วมกันสร้างขึ้นด้วยน้ำพักน้ำแรง (ในอนาคต)

สำหรับผมแล้วต้องขอบคุณเพื่อนรักทั้งสี่ของผม ทั้งโอ โอ๊ค ฮาร์ท และยิม ที่มีส่วนช่วยเหลือผมอย่างมากในช่วงเวลาที่ยากลำบาก 

ผมและครอบครัวยังต้องขอบคุณคุณเก่งและครอบครัว ที่ให้ความอนุเคราะห์ปัจจัยสี่ โดยเฉพาะที่อยู่อาศัย  ส่วนอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค  ผมยังพอมีอยู่

นอกจากนั้น  อีกหนึ่งบุคคลที่ผมและครอบครัวต้องขอบคุณอย่างที่สุดก็คือ อาจารย์วรากรณ์  ผมได้รับน้ำใจจากอาจารย์มาตลอดสิบปีที่ได้รู้จักกัน แต่น้ำใจครั้งนี้ ผมซาบซึ้งเป็นพิเศษ  ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือจากอาจารย์ วิกฤตครั้งนี้คงยากลำบากกว่านี้อีกหลายเท่า  อาจารย์วรากรณ์เป็นตัวอย่างที่สอนผมด้วยการกระทำเสมอว่า ครูมิได้เป็นแค่นักสอนในห้องเรียนตามหน้าที่ แต่ความเป็นครูลึกซึ้งกว่านั้นมาก  สำหรับผม อาจารย์ไม่ใช่เป็นเพียงอาจารย์ที่รักของผม แต่เป็นเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่ผมเคารพนับถือสูงสุดคนหนึ่งในชีวิต

 

มกราคม

 

จะว่าไป ปี 2546 ของผม เริ่มต้นด้วยดีและสนุกสนาน  ปลายปี 2545 ผมกลับเมืองไทยหลังปิดเทอม และอยู่เมืองไทยประมาณหนึ่งเดือน  ผมว่ามกราคมเป็นเดือนที่สนุกและมีความสุขที่สุดในรอบหลายปีหลังของชีวิต  มันมากครับ โดยเฉพาะช่วงเวลาดี ๆ กับกลุ่มรุ่นน้องปริญญาโท อย่างโอ ยิม จุ๊บ แพร  เราทำกิจกรรมหลายอย่างด้วยกันตลอดทั้งเดือน สนุกจนผมไม่อยากจะกลับมาเรียนต่อ

ความรู้สึกดี ๆ อันแรกต้อนรับปีใหม่ของผมคือ การที่จุ๊บได้เป็นอาจารย์ที่คณะ  ผมรู้จักจุ๊บมาเป็นเวลานานตั้งแต่เรียนปริญญาตรี  และเฝ้ามองด้วยความชื่นชมในความสามารถและจิตใจสาธารณะ รวมถึงความมุ่งมั่นที่อยากเป็นอาจารย์  พวกเราเรียกจุ๊บว่าอาจารย์จุ๊บมาเป็นเวลานานแล้ว  

หากให้สิทธิผมเลือกคนคนเดียวมาร่วมทำงานกับผมที่คณะ ผมจะชี้นิ้วไปที่จุ๊บเป็นคนแรกโดยไม่ลังเล

สิ้นเดือนมกราคม ผมกลับมาเรียนอีกครั้ง  งานแรกของผมคือสอบ Comprehensive Exam  ผมเลือกสอบเศรษฐศาสตร์การเมืองเป็นวิชาหลัก  แม้ไม่ได้เตรียมตัวมาก เพราะมัวแต่เล่นสนุก แต่การเตรียมตัวในอดีตเมื่อครั้งเป็นวิทยากรในงานสัมมนากลุ่มเศรษฐศาสตร์สถาบันที่ผมพูดเรื่อง “บทสำรวจทฤษฎีมาร์กซ์แนวใหม่” เมื่อปลายปีที่ผ่านมาช่วยไว้ได้มากทีเดียว 

ผมผ่านพ้นการสอบ Comp ตัวแรกไปได้ด้วยความเรียบร้อยในที่สุด

 

กุมภาพันธ์ - มีนาคม

 

ผมเรียน อยู่ตามปกติ  แต่ก็มีเหตุด่วน(เหตุร้าย)ให้ต้องกลับเมืองไทยเพื่อจัดการปัญหาบางประการ  นับเป็นช่วงที่ยากลำบากและบั่นทอนสมาธิและจิตใจอย่างยิ่ง

สมาชิกในครอบครัวพยายามสุมหัวกันหาวิธีแก้ปัญหาจนได้ทางออกเบื้องต้นระดับหนึ่ง  แม่และน้องผมเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จนี้ 

เมื่อปัญหาพอมีทางแก้ไข   ภารกิจต่อไปคือ การย้ายบ้าน ผมและครอบครัวย้ายจากบ้านเดิมไปอยู่ทาวเฮ้าส์ของคุณพ่อของคุณเก่งละแวกเกษตรตัดใหม่เป็นการชั่วคราวเพื่อรอการเปลี่ยนแปลงครั้งต่อไป  การย้ายบ้านเป็นไปด้วยความทุลักทุเล แต่ก็ผ่านพ้นได้ด้วยดี  ต้องขอบคุณเพื่อนฝูงทุกคนที่มาช่วยย้ายบ้าน ที่นี้ 

บุคคลหนึ่งที่ควรได้รับคำขอบคุณอย่างที่สุดก็คือ โอ  เพื่อนรักและน้องรักของผม  ที่มาช่วยขนของทุกสุดสัปดาห์เป็นประจำตลอดทั้งเดือน … เช้าและกลางวันยกของ  กลางคืนนั่งแก้ธีซิสด้วยกัน  เป็นวิถีชีวิตของผมและโอตลอดทุก 3-4 สุดสัปดาห์ ที่ผมอยู่เมืองไทยช่วงสั้น

นอกจากจะให้ความช่วยเหลือด้านแรงกายแล้ว  โอยังช่วยให้แรงใจแก่ผมตลอดระยะเวลาที่ยากลำบากด้วย 

หลังจากจัดการภารกิจทางบ้านเสร็จเรียบร้อยระดับหนึ่ง  ผมก็กลับไปเรียนต่อหลังจากโดดเรียนมาหนึ่งเดือน 

จากคนที่เคยมีบ้านก็ไม่มีบ้าน  จากคนที่มีเงินเก็บก็ต้องมาแบกหนี้หลายล้าน

คำสอนว่าด้วยกรรมและอนิจจังเป็นความจริงแท้

 

เมษายน - พฤษภาคม

 

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกับภาระส่วนตัวที่เมืองไทย  ผมก็ต้องกลับมาเหน็ดเหนื่อยกับภาระด้านการเรียนต่อที่อเมริกา  การหายหน้าหายตาไปหนึ่งเดือนทำให้ผมติดค้างงานเต็มไปหมด ต้องสอบย้อนหลัง ส่งรายงานย้อนหลัง และตามอ่านหนังสือย้อนหลัง  ในขณะที่มีงานใหม่ ๆ เข้ามาไม่ขาดสาย 

เมษายนและพฤษภาคมจึงเป็นเดือนแห่งการเรียน อ่านและเขียน ท้ายที่สุด ผมก็ต่อสู้เอาชนะมันได้สำเร็จ  ผมเรียนจบคอร์สเวิร์กด้วยความเรียบร้อย  แล้วก็กลับเมืองไทยอีกครั้ง เพื่อพักผ่อนและจัดการกับปัญหาทางบ้านในขั้นต่อไป 

ระหว่างที่ผมทำงานหนักอยู่ที่นี่ แม่และน้องผมก็ทำงานหนักอยู่ที่เมืองไทยเช่นกัน  โดยจัดการปัญหาที่คั่งค้างได้อย่างยอดเยี่ยม จนผมสามารถมุ่งสมาธิไปที่การเรียนได้อย่างเต็มที่

นอกจากปัญหาเดิมแล้ว ที่บ้านผมยังเจอเคราะห์กรรมซัดอีกชุด เนื่องจาก คุณยายที่เคยมีสุขภาพแข็งแรงกลับต้องป่วยหนักหลังจากย้ายบ้านเมื่อเดือนมีนาคม  อาการคุณยายทรุดหนักในช่วงที่ผมกลับมาเรียนต่อ ถึงขนาดต้องเข้าห้องไอซียู แต่ทางบ้านปิดข่าวไม่ให้ผมรู้   ผมเพิ่งรู้ตอนกลับเมืองไทยว่า อาการของคุณยายตอนนั้นจวนเจียนอย่างยิ่ง แต่ก็ผ่านพ้นมาได้  กระนั้น คุณยายต้องพักฝื้นในโรงพยาบาลเป็นเวลาครึ่งปี ตั้งแต่มีนาคมถึงสิงหาคม  กินไม่ได้ เดินไม่ได้  และมีสภาพอ่อนแอลงไปมาก

ปัจจุบัน (ช่วงสิ้นปี) สุขภาพคุณยายกลับมาฟื้นคืนใกล้เคียงกับสภาพเดิม กินอาหารได้เอง เริ่มเดิน และหน้าตาเริ่มสดใส  สายข่าวเพิ่งรายงานว่า ล่าสุดเล่นไพ่ได้แล้ว   ผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือในการดูแลคุณยายอย่างดีที่สุดคือ พี่พร ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยเฝ้าไข้ทั้งวันทั้งคืนเป็นเวลาครึ่งปี ช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินและการขับถ่าย ที่คุณยายไม่สามารถช่วยตัวเองได้เลย   พี่พรเป็นอีกคนที่ผมต้องแสดงความขอบคุณอย่างสูงในปีที่ผ่านมา 

ข่าวที่น่ายินดีข่าวหนึ่งในช่วงนี้ก็คือ อาจารย์รังสรรค์ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นศาสตราจารย์  ผมได้เขียนแสดงความในใจถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว จึงไม่ขอกล่าวซ้ำในที่นี้อีก

อีกข่าวสำคัญที่น่าภาคภูมิใจในช่วงปลายพฤษภาคมก็คือ ผีแดงได้แชมป์พรีเมียร์ลีก หลังจากต้องไล่ตามทีมปืนใหญ่มาตลอดทั้งฤดูกาล ก็อาศัยลูกฮึดและความคงเส้นคงวาเบียดแย่งแชมป์มาได้อย่างสะใจคนเกลียดปืนอย่างผม

 ผมรักผีแดงก็เพราะจิตวิญญาณแห่งความเป็นนักสู้ ไม่เคยโยนผ้ายอมแพ้ในโชคชะตา ก้มหน้าก้มตาสู้ยิบตาจนท้ายที่สุดรางวัลแห่งความสำเร็จก็เดินเข้ามาหาเอง  ผีแดงเป็นส่วนผสมที่ลงตัวของความเป็นมืออาชีพ เสน่ห์ พรสวรรค์ และการทำงานหนัก 

ผู้คนชอบเสียดสีความสำเร็จของผีแดง โดยลืมมองไปว่า ผีแดงยุคท่านเซอร์ไม่ได้เริ่มจากร้อย แต่เริ่มจากเกือบศูนย์  ความสำเร็จที่เกิดขึ้นในทศวรรษ 1990 เกิดขึ้นจากการทำงานหนักและฉันทะในวิชาชีพของท่านเซอร์ ... ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ด้วยหยาดเหงื่อและฝีมืออย่างแท้จริง

ผีแดงมิได้เป็นแค่ทีมฟุตบอล หากมีชีวิตและจิตใจ  ชีวิตและจิตใจของผีแดงก็คือชีวิตและจิตใจของอเล็กซ์ เฟอร์กูสัน 

ใครที่เคยออกแรงทำงานหนักสร้างอะไรขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง คงรู้ว่ารสชาติแห่งความสำเร็จนั้นงดงามและคู่ควรเพียงใด

 

มิถุนายน - กรกฎาคม - สิงหาคม

 

ช่วงนี้ก็เป็นช่วงที่ผมเผชิญประสบการณ์ที่หลากหลายหลังจากกลับเมืองไทยอีกครั้ง

เริ่มจาก ปัญหาทางบ้านที่ยังหลงเหลืออยู่  เราจัดการปัญหาต่าง ๆ จนลงตัว แม้หลายช่วงต้องเผชิญความหงุดหงิดจนแทบบ้า  การจัดการปัญหาต่าง ๆ กับธนาคารในฐานะลูกหนี้ไม่ใช่เรื่องสนุกแม้แต่น้อย  โดยเฉพาะเมื่อเจอเจ้าหน้าที่จอมมั่วและธนาคารที่ไม่เป็นระบบด้วยแล้ว

ความวุ่นวายเริ่มตั้งแต่การวางแผนและการเจรจาด้านการเงิน ที่มีเรื่องราวให้ต้องพลิกไปพลิกมา และเต็มไปด้วยความไร้ระเบียบจนน่าหงุดหงิด  จนกระทั่งวันสุดท้ายที่สำนักงานที่ดิน  วินาทีสุดท้ายยังมีปัญหาแปลก ๆ ให้ต้องปวดหัว อย่างเจ้าหน้าที่ธนาคารหนึ่งลืมโทรศัพท์มือถือไว้ที่บ้านแล้วดึงดันจะกลับไปเอาให้ได้เพราะจะมีใครโทรมาหา  พอออกไปแป๊บเดียว เจ้าหน้าที่ที่ดินก็ดันเรียกหาทันที ต้องวิ่งตามหากันจ้าละหวั่นให้ทันก่อนแกขึ้นรถ  หรือยอดตัวเลขสุดท้ายที่เจ้าหน้าที่อีกธนาคารหนึ่งนำมา ไม่ตรงกับที่เคยตกลงกันไว้จนนึกว่าเข้าใจตรงกันแล้ว ต้องเคลียร์กันอีกทางโทรศัพท์วุ่นวายไปหมด ฯลฯ  แม้เมื่อมองย้อนหลังจะเรียกรอยยิ้มขื่น ๆ ได้บ้าง แต่ตอนนั้น เซ็งมากกว่าตลก บางจังหวะก็หงุดหงิดจนแทบคลั่งเอาเลยทีเดียว

ความปวดหัวจากการจัดการปัญหาด้านการเงินและชีวิตของครอบครัวบวกกับอาการป่วยของคุณยายที่โรงพยาบาลตลอดระยะเวลาในการจัดการปัญหา คงเข้าใจได้ไม่ยากว่าทำไมผมถึงบอกว่า ปีนี้ไม่ใช่ปีที่ดีสำหรับครอบครัวผมเลย ... แพะดุจริง ๆ

เมื่อจัดการปัญหาลงตัว เราก็ทำสัญญาสร้างบ้านใหม่กับคุณพี่เจริญ และเริ่มลงมือก่อสร้างช่วงปลายสิงหาคม หลังผมเดินทางกลับมาเรียนต่อไม่นานก็มีการลงเสาเอก จนถึงตอนนี้ บ้านเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว  แม้ในอนาคตยังมีปัญหาต้องให้วางแผนเกี่ยวกับการผ่อนหนี้ก็ตาม แต่เราก็ไม่มีทางเลือกมากนัก  ผมมองเห็นความเหน็ดเหนื่อยที่ต้องทำงานหาเงินในอนาคตข้างหน้าอีกหลายปี

เปลี่ยนจากเรื่องปวดหัวมาเป็นเรื่องดีงามบ้างดีกว่าครับ

ผมกลับเมืองไทยช่วงหน้าร้อนนี้ ได้ทำอะไรสนุก ๆ หลายอย่าง

สองอย่างแรก คือ การจัดอบรมเศรษฐศาสตร์ชาวบ้านฟรี เป็นปีที่สอง ผมว่าเป็นครั้งที่สนุกสนานกว่าครั้งแรกในเชิงเนื้อหา ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากอาจารย์หลายท่านมาร่วมทำบุญสอนให้ฟรีเช่นเคย  ผมเองก็พูดเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองว่าด้วยสังคมนิยมและทุนนิยม   จิตใจที่ดีงามของอาจารย์เพื่อสังคมยังมีอยู่เต็มคณะ เพียงแต่เราจะสามารถดึงออกมาใช้อย่างเต็มที่ได้อย่างไรเท่านั้น  ผมว่าคณะนี้ต้องการผู้จัดการทีมเก่ง ๆ ไม่แพ้ที่หงส์แดงต้องการ 

อีกงานหนึ่งคือ การจัดโปรแกรมสัมมนาเศรษฐศาสตร์สถาบัน ที่อาจารย์รังสรรค์กับผมช่วยกันวางกำหนดการตลอดทั้งปีการศึกษา  ผมว่าเนื้อหาปีนี้น่าสนใจ และโปรแกรมแน่นกว่าปีที่แล้วมากทีเดียว

นอกจากสองงานนี้ที่ทำให้กับคณะ  ผมยังมีโอกาสได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษสอนหนังสืออีกสองที่ จากการจัดการของอาจารย์วรากรณ์ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ผมประทับใจมาก

ที่แรกคือที่โรงเรียนวชิราวุธ  อาจารย์วรากรณ์ชวนผมให้ไปสอนเด็กชั้นมัธยมสี่ สายธุรกิจ ที่เพิ่งเปิดสอนเป็นปีแรกด้วยกัน เราสอนวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นทั้งเทอม เป็นการสอนพร้อมกันแบบ team teaching  ผมชวนธรไปช่วยสอนด้วยอีกคน  เป็นการสอนที่สนุกและมันที่สุดครั้งหนึ่ง อาจารย์สามคน นักศึกษาเจ็ดคน

เป้าหมายแรกที่ตั้งใจไว้ก็คือ ทำอย่างไรให้นักเรียนเหล่านี้ รู้จักแก่นของเศรษฐศาสตร์ และ “รัก” เศรษฐศาสตร์  แต่เมื่อสอน ๆ ไป ผมกับอาจารย์วรากรณ์เพิ่งมาทราบทีหลังว่า นักเรียนในห้องนี้เป็นนักเรียน “พิเศษ” ที่มีภูมิหลังแตกต่างจากนักเรียนทั่วไป  ภารกิจในการสอนจึงหนักหนาสาหัสแต่ท้าทาย  เป้าหมายในการสอนของเราเปลี่ยนไปจากเดิม ภารกิจทางวิชาการไม่สำคัญเท่าภารกิจแห่งความเป็นมนุษย์  เมื่อนั่งทบทวน ผมรู้สึกเสียดายที่หากเราเข้าใจสภาพปัญหาแต่แรก  ผมกับอาจารย์คงวางแผนทำอะไรได้ดีและตรงจุดกว่านี้อีก และคงทำตัวเป็นประโยชน์ได้ยิ่งกว่านี้มาก

ประสบการณ์ที่ได้สอนนักเรียนเหล่านี้มีคุณค่าที่สุดในรอบปีที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่ดีที่สุดและประทับใจที่สุดในปีที่แล้วของผม   ผมได้ตระหนักในพลังสร้างสรรค์แห่งการเป็นครูว่ายิ่งใหญ่เพียงใด  อย่างที่ผมเคยเปรียบเปรยว่า ครูเป็นเหมือนคนปลูกต้นไม้ นั้นถูกต้องที่สุด  ทั้งอาจารย์วรากรณ์และผมต่างรู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้เห็นผลลัพธ์และการเปลี่ยนแปลงที่ดีเยี่ยมหลังจบคอร์ส   ไม่ใช่แค่พวกเขาสนุกกับเศรษฐศาสตร์ แต่ผมเห็นแววตาที่สนุกกับการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าและเป็นที่ยอมรับอีกด้วย

ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเขาจะไม่หยุดเติบโต และถ้าเป็นไปได้ ปี 2547 นี้ ผมอยากกลับไปที่นั่นอีก เพื่อสืบสานภารกิจอันดีงามนี้ต่อ

ที่ที่สอง ผมได้ไปสอนนักศึกษาปริญญาโทโครงการ MIT ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์  นอกจากประสบการณ์ใหม่ที่ต้องสอนติดกันหกชั่วโมงที่ผมไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อยแล้ว   ผมยังได้เรียนรู้และฝึกฝนตัวเองอีกหลายอย่าง ได้สอนอะไรอย่างที่ผมอยากสอน มีอิสระในการสอนอย่างสูง

การสอนที่นี่นั้น ยิ่งสอนผมยิ่งสนุกมากขึ้น ๆ เรื่อย ๆ  ไม่รู้ว่าผมสนุกไปคนเดียวหรือเปล่า แต่ยิ่งสอนยิ่งมัน ปิดคอร์สแล้วผมยังไม่อยากเลิกเลยจริง ๆ  ผมหวังว่า แม้เป็นวิชาที่นักศึกษาการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ ถูก “บังคับ” ให้ต้องเรียน แต่เมื่อจบคอร์ส คงรู้จักเศรษฐศาสตร์และสนุกกับมัน รวมทั้งสามารถเข้าใจประเด็นทางเศรษฐกิจในหน้าหนังสือพิมพ์ และมาร่วมวิจารณ์ท่านผู้นำกับผมได้ 

ผมสนุกกับคำถามดี ๆ ของนักศึกษาที่นี่มาก โดยเฉพาะจากคุณจริงใจ ที่ดูมีความรักในการเรียนรู้อย่างสูง และคนอื่น ๆ อีก  ที่ผมรู้สึกเสียดายคือผมมีโอกาสไปนครศรีธรรมราชเพียงครั้งเดียว เนื่องจากติดภารกิจบางประการ แต่เป็นครั้งเดียวที่ผมประทับใจ และอยากกลับไปสอนชดเชยให้อีก

ส่วนเรื่องอื่น ๆ ที่น่าจดจำในช่วงเวลานี้ก็คือ คณะเราได้คณบดีสักที หลังจากต้องเคลื่อนไหวออกแรงกันอย่างหนัก ต้องขอขอบคุณอาจารย์ปราณีที่ยอมเสียสละเพื่อคณะ    นอกจากนั้น เหล่าน้อง ๆ ปริญญาโทก็เรียนจบรับปริญญากันถ้วนหน้า  โอได้งานที่ธนาคารแห่งประเทศไทย  จุ๊บเริ่มสอนหนังสือ กุ่ยแต่งงานกับปุ้ย ในบรรยากาศที่แสนประทับใจที่สุดแห่งปี ขณะที่ผมเดินสวนทาง

 

กันยายน - ตุลาคม - พฤศจิกายน - ธันวาคม

 

 ผมกลับมาเรียนอีกครั้งปลายสิงหาคม ภารกิจแรกคือสอบ Comprehensive Exam ตัวสุดท้าย ซึ่งเป็น Field Exam  ผมเลือกสอบ International Economics  และก็สอบผ่านอย่างเรียบร้อย ชีวิตการเรียนตอนนี้ก็เหลือเขียนธีซิสก็จะจบปริญญาเอก

ชีวิตของผมตลอดสี่เดือนสุดท้ายของปีวนเวียนอยู่กับการนั่งเขียน prospectus โดยมีเป้าหมายเพื่อสอบให้เสร็จก่อนกลับเมืองไทย เพราะต้องกลับไปจัดการเรื่องบ้านต่อ

 ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนจนถึงกลางเดือนธันวาคมเป็นช่วงเวลาโรงงานนรกของผม ที่นั่งเขียนทั้งวันทั้งคืน  จนในที่สุดร่างก็เสร็จ พร้อมสอบวันที่ 7 มกราคม 2547  แต่ก็ต้องแลกมาด้วยอาการเจ็บไข้ได้ป่วยหลังส่งอาจารย์ ต้องนอนซมอยู่อาทิตย์กว่า  หลังจากหายป่วย ผมก็ออกจากบ้านนอกไปเที่ยวนิวยอร์กและบอสตัน กับธรและเตี๊ยว   เป็นการออกเที่ยวครั้งแรกแต่ตั้งเริ่มมาเก็บตัวฝึกวิชาอยู่หลังเขาเมื่อกลางปี 2544 

นอกจากนั้น เดือนธันวาคม ผมยังมีคอลัมน์ใหม่ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ชื่อ “มองซ้ายมองขวา”  ผมชวนภาวินมองร่วมมองขวา โดยผมคอยมองซ้าย  ผมภูมิใจคอลัมน์นี้มาก เนื่องจาก ผมคิดคอนเซปต์ด้วยตัวเอง  คอลัมน์นี้สะท้อนความสัมพันธ์ของผมกับภาวินในช่วงปีกว่าที่ผ่านมา  ต้องขอบคุณพี่บุญลาภที่ให้โอกาส และหญิงที่ช่วยติดต่อหางานดี ๆ มาให้ทำ

 

บุคคลแห่งปีของชีวิตผม

 

ปกติเมื่อสิ้นปี ผมชอบทบทวนชีวิตที่ผ่านไปและแจกรางวัลบุคคลแห่งปีอย่างเงียบ ในใจ  ปีนี้ ผมมีบุคคลแห่งปีหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญแก่ชีวิตผม

อันดับแรก คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณแม่ของผม ที่ปีนี้มีเรื่องให้ต้องหนักสมองและหัวใจอย่างสาหัส  แม่ผมจัดการปัญหาต่าง ได้อย่างยอดเยี่ยม แม้ต้องเสียสละด้วยการแบกรับความเครียดมากมาย ในที่สุดเราก็ผ่านพ้นเวลาอันเลวร้ายมาได้ร่วมกันโดยมีแม่อยู่เบื้องหลังในการแก้ปัญหา     ผมหวังว่าปีใหม่นี้ จะเป็นปีที่ดีของแม่ผม ได้พักผ่อนสมอง และไม่ต้องปวดหัวกับสิ่งกวนใจเช่นปีที่ผ่านมา 

อันดับที่สอง  คนที่มีส่วนช่วยผม โดยเฉพาะทางด้านจิตใจอย่างมากก็คือ โอ  แม้ผมกับโอเริ่มสนิทกันมาแค่ปีครึ่ง แต่ก็ผ่านอะไรต่อมิอะไรร่วมกันมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีที่ผ่านมา ได้ร่วมสุขทุกข์ด้วยกันหลายเรื่องจนยากจะลืมเลือน    นับเป็นโชคดีของผมที่มีเพื่อนดี ๆ เช่นนี้  ผมหวังว่าอัครเดชจะมีจิตใจที่ดีงามเช่นนี้เรื่อยไป ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยมลภาวะทางจิตใจและเต็มไปด้วยสิ่งเร้า

อันดับต่อมาคือภาวิน  ผมเป็นคนชอบเถียงเป็นชีวิตจิตใจ  ภาวินเป็นคนที่เถียงด้วยแล้วสนุกที่สุด  ผมกับภาวินกินข้าวเที่ยงกันเป็นประจำ และมักถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดกันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องวิชาการและคณะ   ผมกับภาวินมีมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ที่แตกต่างกันคนละขั้ว แต่เราเป็นเพื่อนสนิทกัน    บทสนทนากับภาวินช่วยเปิดโลกและทำให้ผมฉลาดขึ้น  ความแตกต่างเป็นที่มาแห่งปัญญาอย่างแท้จริง  บทเปิดตัวคอลัมน์มองซ้ายมองขวาสะท้อนความสัมพันธ์ของเราสองคนได้อย่างดีที่สุด  แม้กระบวนการเขียนร่างบทความชิ้นนั้นด้วยกันก็ยังต้องเถียงกันข้ามทวีปกว่าจะลงตัว

บุคคลแห่งปีอีกคนของผมคือ ธร   ธรเป็นนักศึกษาบีอีที่เคยมานั่งเรียนกับผม 1-2 ครั้งเมื่อตอนอยู่ปีหนึ่งช่วงมาเก็บตัวซ้อมรักบี้ที่รังสิต  หลังจากนั้น ผมกับธรก็ยังติดต่อพูดคุยกันเรื่อย ๆ เวลาเจอกันที่คณะ จนปีนี้ธรอยู่ปีสี่แล้ว  ปีที่ผ่านมา  ผมชวนธรไปช่วยสอนที่วชิราวุธในฐานะที่เป็นศิษย์เก่าและในฐานะที่เป็นธรเอง  ยิ่งเมื่อธรมาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่วิสคอนซิล เราสองคนมีโอกาสได้คุยกันบ่อย ๆ ทาง msn จนสนิทกันมากขึ้น    ธรเป็นรุ่นน้องที่มีพลัง มีความคิด มีจิตใจสาธารณะ ใฝ่รู้และมุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง   ยามผมได้คุยกับธร นอกจากผมจะหวนคิดถึงวันเวลาเก่า ๆ ของตัวเองในอดีตแล้ว  ผมยังรู้สึกถึงพลังที่ซ่อนอยู่อย่างล้นเหลือในตัวของเขา ...  พลังที่คงทำประโยชน์ให้กับสังคมไทยได้อย่างมากมายในอนาคต  ชีวิตอาจารย์สนุกตื่นเต้นตรงที่มีโอกาสได้รู้จักกับคนรุ่นใหม่ที่เป็นอภิชาตศิษย์อย่างธรนี่แหล่ะ  

ขอบคุณทั้งสี่คนและเพื่อน ๆ คนอื่น ๆ ที่ทำให้ผมมีวันเวลาที่ดีในปีที่ผ่านมา

 

บุคคลแห่งปีของสังคมไทย

 

 หากจะหันไปกล่าวถึงบุคคลแห่งปีของสังคมไทยแล้ว  บุคคลแห่งปีของผมคือ คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฐ์  เจ้าของอาบอบนวดชื่อดังที่มีเรื่องราวใหญ่โตตลอดปีที่ผ่านมา  คุณชูวิทย์เป็นภาพสะท้อนสังคมไทยที่แสนชัดเจน 

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ คุณชูวิทย์ชำแหละภาพความจริงที่โหดร้ายและเน่าเฟะของสังคมไทยอย่างถึงแก่น   หลายครั้งเขาทำให้เราหัวเราะอย่างขมขื่นและรู้สึกหม่นหมองในชะตากรรมของสังคม ...   สังคมที่มือถือสากปากถือศีล  มีระบบราชการพิกลพิการ โดยเฉพาะวงการสีกากี  สังคมที่เต็มไปด้วยธุรกิจนอกระบบและการเอารัดเอาเปรียบ  สังคมที่ขาดนิติรัฐ มีระดับความเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนสูงทีเดียว  

คุณชูวิทย์ยังเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยความน่าสนใจ มีเสน่ห์ และเป็นคนเก่ง  ผมมักนั่งคิดว่า ถ้าคุณชูวิทย์เลือกใช้ความสามารถของตัวเองในทางสร้างสรรค์บนเส้นทางคุณธรรมคงเป็นประโยชน์แก่สังคมไทยไม่น้อย  แต่น่าเสียดาย ....

ผมติดตามคุณชูวิทย์แล้ว นึกถึงใครรู้มั้ยครับ ....  ผมนึกถึงคุณทักษิณครับ ...   ผมว่าคนที่มีพลังความคิดสร้างสรรค์เต็มเปี่ยม ขายของเป็น และเล่นกับอารมณ์ของสังคมไทยและคนไทยเป็น อย่างสูสีกับนายกทักษิณก็คือคุณชูวิทย์นี่แหล่ะ 

มิเพียงแค่นั้น ลึก ๆ แล้ว เส้นทางแห่งความร่ำรวยของทั้งสองคน โดยแก่นเนื้อหาแล้ว ไม่แตกต่างกันเลย 

ลองคิดดูดี ๆ สิครับ

 

วาทะแห่งปี  

 

นักพูดแห่งปี ผมขอยกให้ท่านนายกทักษิณ ชินวัตรเท่านั้น

ตลอดปีที่ผ่านมา ท่านผลิตวาทะเด็ดและวรรคทองมากมาย แต่ชุดวาทะที่ผมคิดว่าเด็ดที่สุดคือ วาทกรรมว่าด้วยประชาธิปไตยของท่านนายกฯ  ผู้เอ่ยอ่างว่าตนเข้าใจประชาธิปไตยเป็นอย่างดี  ตัวอย่างเช่น

“การชุมนุมเป็นสิทธิก็จริง แต่ต้องเข้าใจว่า เป็นคนไทย ต้องเข้าใจหน้าที่พลเมืองไทยด้วย จะพูดแค่เรื่องสิทธิอย่างเดียวไม่มีประโยชน์” (14 ตุลาคม 2546 ผู้จัดการรายวัน)

“(อาจารย์ธีรยุทธ) ยังเข้าใจประชาธิปไตยซีกเดียว  ประชาธิปไตยเป็นระบบการปกครองที่มีระบบเศรษฐกิจทุนนิยมควบคู่ไปด้วย เพราะประชาธิปไตย ถ้าไม่มีทุนก็อยู่ไม่ได้” (6 กรกฎาคม 2546 ผู้จัดการรายวัน)

“ประชาธิปไตยไม่ใช่เป้าหมายของผม  ประชาธิปไตยเป็นเพียงยานพาหนะ ซึ่งเราไม่สามารถจับรถยนต์โรลสรอยซ์ เข้าไปแก้ไขปัญหาชาวบ้านในชนบทได้ แต่รถกระบะหรือรถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อต่างหาก ที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้ ดังนั้นเราจะต้องคิด ให้รอบคอบและเลือกในสิ่งที่เหมาะสม” (11 ธันวาคม 2546 เดอะ เนชั่น)

“ประชาธิปไตยไม่ได้มีความสำคัญที่สุด  แต่ความอยู่ดีกินดีของประชาชนต่างหากที่มีความสำคัญที่สุด ประชาธิปไตยเป็นเพียงหนทางไปสู่จุดหมาย ไม่ใช่จุดหมายปลายทางในตัวเอง” (22 ธันวาคม 2546 มติชนรายวัน จากบทความของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ที่อ้างคำสัมภาษณ์คุณทักษิณ ชินวัตร)

“พวกขาประจำก็ต้องว่ากันหน่อย ให้เขาไปเป็นนักการเมืองฝ่ายค้านเลยก็หมดเรื่อง พวกขาประจำต้องการค้านรัฐบาลอย่างเดียว ทำอะไรออกมาก็ผิดหมด ขอถามหน่อยว่าทำไมชาวบ้านถึงพอใจ ทำไมเศรษฐกิจจึงโตขึ้น ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคก็ดีขึ้น ผมทำอะไรผิดหมด ไม่เคยถูกเลยหรือ ทำผิดหมดทุกอย่าง พวกขาประจำก็ว่ากันไป ผมฟังพวกขาจร” (15 กันยายน 2546  กรุงเทพธุรกิจ)

วาทะทองเหล่านี้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า คุณทักษิณมองประชาธิปไตยอย่างไร  อ่านรวมกันแล้ว อดที่จะยกคำเตือนใจจากวาทะของท่านนายกฯ เอง มาปิดท้ายไม่ได้ …

“รู้น้อย อย่าพูดมาก” (จำวันและแหล่งอ้างอิงไม่ได้ แต่จำถ้อยความได้แม่น เพราะฟังแล้วรู้สึกสมเพชเวทนา)

 

 

ปกป้อง

 

1 มกราคม 2547

วันแรกแห่งปีลิงซน