ธงชัย วินิจจะกูล มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา
อันเนื่องมาจากปัตตานี ประวัติศาสตร์รัฐบาล"ทักษิณ" ใครคือ"ผู้ร้าย"
ในสถานการณ์"ปัตตานี"
จดหมายฉบับที่ 2 :
ใครคือ"ผู้ร้าย" ?
อะไรคือภัยน่าวิตกของสังคมไทยในเวลานี้
กราบเรียน ท่านผู้อ่านที่มีใจเป็นธรรมทุกท่าน
ผมเสียใจมากๆ กับโศกนาฏกรรมที่ปัตตานีเมื่อ 28 เมษายน ที่ผ่านมา
ผมผิดหวังกับรัฐบาลที่คิดแบบเก่าทำแบบ 30-40 ปีก่อน
ใช้นโยบายและมาตรการที่ล้มเหลวตลอดมานับแต่รัฐไทยผนวกเอาปัตตานีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรเมื่อ
พ.ศ.2445 102 ปีแล้ว ผิดยังไงก็ผิดซ้ำซากอยู่นั่นเองแหละ
(มีช่วงที่ปรับนโยบายสร้างความปรองดองได้สัก 20 ปีเท่านั้นกระมัง) จนนำไปสู่ความสูญเสียของเจ้าหน้าที่และประชาชนจำนวนมากทั้งก่อนหน้าและในโศกนาฏกรรมคราวนี้
ผมเสียใจที่ขุนทหารประกาศชัยชนะ นับจำนวนเด็กที่เสียชีวิตแล้วยิ้มย่องพอใจในความ
"สำเร็จ"
ผมเสียใจที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวหาเด็กเหล่านั้นอย่างไม่ให้เกียรติเลยว่าเป็นเด็กติดยา
ทั้งๆ ที่พวกเขารู้ตัวว่าสู้ตายเพื่อพระเจ้า คนที่รู้จักแต่เงินและกำไรคงยากจะเข้าใจพลังของศาสนาและอุดมคติ
ผมเสียใจที่เยาวชนเหล่านั้นจบชีวิตของเขาเร็วเกินไป ขอแสดงความนับถือและเคารพในความเชื่อของพวกเขา
แม้จะไม่สามารถเห็นด้วยกับปฏิบัติการของพวกเขาได้เลยสักนิด ถ้ามีผู้อยู่เบื้องหลังจริง
ไม่ว่าจะเป็นคนค้ายา ผู้นิยมลัทธิแยกดินแดน หรือใครก็ตาม
ผมขอให้ชีวิตของเขาถูกหลอกหลอนด้วยความสูญสิ้นที่เกิดขึ้น แม้ว่าท่านอาจกระทำด้วยความเชื่อใดอันน่าเคารพสักเพียงใดก็ตาม
ผมขอให้ท่านจมอยู่ในความทุกข์ไปตลอดชีวิต จนกว่าจะสำนึกผิดในสิ่งที่ท่านทำลงไป
แต่ผมเสียใจมากที่สุดกับสาธารณชนคนไทย (พุทธ ?)
ที่สนับสนุนการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่
ผมเติบโตมากับความเชื่อว่าประชาชนเป็นพลังของการเปลี่ยนแปลง เพราะประชาชนมีพลัง
มีจิตสำนึกดี มีภูมิปัญญาสูงส่งที่รัฐไม่เคยสนใจให้ความสำคัญ
แต่หลายครั้งหลายครากลับเด่นชัดขึ้นทุกทีว่า สาธารณชนไทยโดยทั่วไปนั้นเบาปัญญา
และไร้วิจารณญาณ ถูกรัฐบาลหลอกง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก แถมยังหลงตัว โอหังเกินกว่าจะกล้าใช้สมองและสติคิดให้หนักกว่านี้
ความสำเร็จของรัฐบาลประชานิยม มาจากความสามารถฉวยโอกาสจากความด้อยคุณภาพทางปัญญาของประชาชน
แทนที่จะอาศัยประชาธิปไตยเพื่อสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณภาพ กลับฉกฉวยโอกาสจากข้ออ่อนของประชาธิปไตย
นี่คือพฤติกรรมที่แท้จริงของประชานิยม
เมื่อรัฐบาลทำผิดและพลาด แต่กลับอวดดี สาธารณชนแห่งประชานิยมกลับสรรเสริญ
เมื่อรัฐบาลใช้นโยบายที่มุ่งสู่การใช้ความรุนแรง สาธารณชนก็นิยมความรุนแรง
ไม่ใช่เพราะสาธารณชนเหล่านี้ขาดการศึกษา เพราะบรรดาผู้แสดงความเห็นบนเว็บบอร์ด
วิทยุ จำนวนมากคือคนเมืองผู้มีการศึกษา รวมทั้งผู้มีการศึกษาสูงตามมหาวิทยาลัย
มีชีวิตอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ และรวมทั้งหัวกะทิในมหาวิทยาลัยต่างประเทศด้วย
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้อ่านพวกเขาแสดงความระแวง เกลียดชังและกลัวชาวมุสลิมอย่างออกนอกหน้า
ยิ่งอ่านยิ่งเศร้าใจ ไม่อยากเชื่อว่ารัฐบาลปลุกระดมความเกลียดชังได้ถึงปานนี้
ที่ไม่เกลียดชังแต่แสดงความด้อยความรู้ออกมาทั้งถ่อมตัวและโอหังก็มีมาก
เช่น เห็นว่าความด้อยพัฒนาของชายแดนใต้สุดมาจากความไม่ขยันของชาวมุสลิม หรือเห็นว่ามุสลิมเป็นศาสนาที่นิยมความรุนแรง
หลายคนหลงคิดว่าชาวพุทธประเสริฐกว่าตรงที่รักสันติ ลืมไปสิ้นว่าฆาตกรรมโหดอย่าง
6 ตุลา เกิดจากน้ำมือของผู้รักทั้งชาติ ศาสนา (พุทธ) และพระมหากษัตริย์
และคงไม่เคยฉุกคิดว่าชาวพุทธเถรวาทในศรีลังกาก่อกรรมอะไรอยู่
บางคนออกมาถกเถียงด้วยตัวเลขว่าชาวพุทธตายไปมากกว่าเยาวชนมุสลิมเมื่อ
28 เมษายนเสียอีก ราวกับว่า
ตาต่อตาเป็นมาตรการที่ถูกต้องหรือจะแก้ปัญหาได้ และยังสะท้อนความคิดน่ากลัวว่า พุทธคือเรา
มุสลิมคือเขา ซึ่งต่างกันถึงขนาดวัดความเหมาะสมจากจำนวนศพของฝ่ายเขาและเรา แทนที่จะเอาตัวเลขทั้งหมดมารวมกันเพื่อชี้ให้เห็นระดับของโศกนาฏกรรมเดียวกัน
จำนวนมากเอาแต่เถียงว่า เยาวชนมุสลิมโจมตีก่อน
เจ้าหน้าที่จึงไม่มีทางเลือกอื่น ไม่เคยฉุกคิดเลยว่า การหาว่าใครตีใครก่อนเป็นวิธีการแก้ความขัดแย้งแบบเด็กประถม
ที่ไม่อยากถูกผู้ใหญ่ลงโทษ
ที่สำคัญโศกนาฏกรรม 28 เมษา เป็นแค่การปะทุของปัญหาลึกและกว้างกว่านั้นมาก
สมมติว่าเรายอมรับล่วงหน้าเสียเลยว่า เยาวชนมุสลิมโจมตีก่อนก็ยังไม่ใช่คำตอบเพื่อแก้ปัญหาให้ตรงต้นเหตุแต่อย่างใด
มีผู้พยายามเสนอให้เข้าใจปัญหากว้างขวางขึ้น ลึกซึ้งถึงสาเหตุขึ้น
แต่สาธารณชนแห่งประชานิยมมักรุมโจมตีกลับอย่างสาดเสียเทเสีย อาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์
ผู้พยายามแสวงหาความปรองดองยิ่งกว่าใครในประเทศไทย ถูกรุมประณามอย่างหยาบคาย บ้างถึงขนาดไล่ให้อาจารย์ออกนอกประเทศไทยไปซะ
สาธารณชนแห่งประชานิยมปัญหากลวงไร้คิด ไร้สติ แต่โอหังอวดฉลาด
พวกเขาคลั่งไคล้ศาสนา คลั่งชาติ และนิยมความรุนแรงไม่ต่างกับผู้ใช้ความรุนแรงอื่นๆ
ที่เขาด่าประณาม
ยามที่รัฐบาลจะลงมือปราบปรามใครก็ตาม รัฐบาลที่ไหนๆ ในโลกต้องบอกสาธารณชนว่าเหยื่อเหล่านั้นเป็น
"ผู้ร้าย"
รัฐพุทธสมัยโบราณในศรีลังกา พม่า สยาม หาว่าศัตรูของตนเป็นมาร มิจฉาทิฐิ
หรือผีบุญ
อังกฤษ ฮอลันดา เรียกชาวพื้นเมืองที่ต่อต้านลัทธิอาณานิคมว่าโจร
อาชญากร โจรสลัด
รัฐบาลอเมริกันปัจจุบันเรียอิรักว่า ปีศาจ
รัฐไทยเรียกผู้ชุมนุมเมื่อ 14 ตุลา ว่า ผู้ถูกยุยงจากคอมมิวนิสต์
เรียกผู้ชุมนุมในธรรมศาสตร์เมื่อ 6 ตุลา ว่า
ญวน คอมมิวนิสต์
เรียกผู้ชุมนุมเมื่อพฤษภา 2535 ว่าผู้ถูกยุยงจากลัทธิอุบาทว์
รัฐไทยตลอดยุคสงครามเย็น เรียกผู้นิยมลัทธิคอมมิวนิสต์และผู้จับอาวุธต่อสู้รัฐบาลด้วยสาเหตุอื่นๆ
ว่า ผู้ก่อการร้าย
การทำให้ผู้ถูกปราบปรามเป็นแค่ผู้ร้าย ขโมยขโจรสามัญ
คนติดยาหรืออาชญากร ส่งผลให้สาธารณชนสมองกลวงไม่เคยคิดถึงสาเหตุทางสังคมการเมืองที่มีรากลึกมานาน
คิดได้เพียงด้วยสามัญสำนึกตื้นๆ ว่า เมื่อมีโจรผู้ร้าย ก็สมควรถูกปราบปรามให้หมดไปซะจบเรื่องจบราว
อาชญากรปกตินี่แหละที่เราท่านทุกฝ่ายกลัวเหมือนกันหมด และมักเรียกหาอำนาจรัฐมาช่วยจัดการอยู่เสมอๆ
ดังนั้น ในกรณีที่รัฐสามารถทำให้เหยื่อของอำนาจรัฐ
เป็นผู้ร้ายอาชญากรธรรมดา จึงเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมสนิทที่สุด
ในขณะที่ 14 ตุลา, 6 ตุลา
ได้รับความสนใจมากขึ้น แต่แทบไม่มีใครนึกถึงกรณีพลับพลาไชย
เมื่อกรกฎาคม 2517 ซึ่งทางการอ้างว่าเหยื่อของการปราบปรามคือแก๊งโจรอั้งยี่ชาวจีนในย่านเยาวราช
วิสามัญฆาตกรรมจำนวนมากตลอดปี 2546 จะถูกลืมสนิทเพราะเหยื่อคือพวกค้ายาเสพติด
ดังนั้น 28 เมษายน 2547 รัฐบาลจึงพยายามทำให้เยาวชนมุสลิมซึ่งยอมพลีชีพเพื่อพระเจ้า
ณ มัสยิดเก่าแก่ เป็นเพียงแค่เด็กติดยาถูกปั่นหัวจากผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
ไม่เคยมีรัฐบาลไหนในประวัติศาสตร์โลกพูดความจริงในเรื่องนี้ ประชาชนถูกหลอกมาตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
แต่สาธารณชนไทยกลับโง่เขลา เบาปัญญา ยอมให้หลอกอยู่ร่ำไป
ยิ่งมีการศึกษาดียิ่งมีเหตุผลดีที่จะอวดอ้าง เพื่อสนับสนุนการโกหกของรัฐบาล
คนพวกนี้ฉลาดพอจะรู้ทันรัฐบาลสหรัฐอเมริกาที่อาศัยข้ออ้างตื้นๆ ว่าอิรักเป็นผู้ร้าย
แต่ครั้นเรื่องใกล้ตัวที่มักทึกทักว่าตนเองรู้ดียิ่งกว่า พวกเขากลับไร้วิจารณญาณ
พอใจจะจมปลักอยู่กับอวิชชาและความเบาปัญญา สนับสนุนการใช้อำนาจรุนแรง ละเลยกระบวนการยุติธรรม
คนเหล่านี้มักห่วงใยความถดถอยทางศีลธรรม มักเรียกร้องให้ยกระดับจิตใจ
เช่น สอนศีลธรรมเพิ่มขึ้นในโรงเรียน ดังนั้น การสนับสนุนความรุนแรงมิใช่ผลของศีลธรรมตกต่ำของพวกเขา
ตรงกันข้าม ความยึดมั่นถือมั่นกับพุทธศาสนาอย่างงมงาย อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเกลียดกลัวชาวมุสลิมจนขาดสติ
สาธารณชนชนิดนี้คือ ปัญหาที่เราควรวิตก พวกเขาคือวิกฤตของสังคมไทย เพราะพวกเขาคือฐานมวลชนของอำนาจนิยมและเผด็จการ
สาธารณชนชนิดนี้แหละคือฐานมวลชนของลัทธินาซีและฟาสซิสม์ในอดีตของยุโรป
ทั้งพรรคนาซีในเยอรมันและฟาสซิสม์ในอิตาลีขึ้นสู่อำนาจด้วยชัยชนะล้นหลามในการเลือกตั้ง
เพราะทั้งสองใช้นโยบายประชานิยม
แรงสนับสนุนจากสาธารณชนแห่งประชานิยมเป็นปัจจัยให้ทั้งสองลัทธิขยายตัว
แผ่อำนาจจนนำไปสู่การสังหารชาวยิวนับล้าน และสงครามโลกครั้งที่สอง
พรรคไทยรักไทยไม่เคยส่อแววว่ามีอุดมการณ์น่ากลัวปานนั้น และคงยากจะเกิดขึ้น
แต่เราได้ประจักษ์แล้วว่านโยบายผิดๆ มาตรการผิดๆ นำไปสู่ความสูญเสียขนาดไหน
เพราะการขยายอำนาจของพรรค และผู้นำเข้าครอบงำวงการต่างๆ
ทั้งธุรกิจสื่อมวลชนและองค์กรอิสระ จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา กลับได้รับการสนับสนุนล้นหลามจากสาธารณชนที่เสพประชานิยมจนติดหงัด
นี่มิใช่ประชาธิปไตย แต่คือภัยอันเกิดจากข้ออ่อนของประชาธิปไตย
กล่าวคือ ความอยุติธรรมอันเกิดจากเสียงข้างมากของสังคม
นี่ต่างหากคือ ภัยน่าวิตกของสังคมในขณะนี้
ในยามที่เสียงข้างมากสนับสนุนความอยุติธรรมนี่เอง
ที่เราต้องแสดงความกล้าหาญ เลือกยืนข้างเสียงข้างน้อย ทวนกระแสเสียงข้างมากอันน่ากลัวเช่นนั้น
ในยามที่การแสดงความเห็นขวางกระแส อาจถูกรุมประณามหรือถึงขนาดเป็นอันตราย
นี่คือยามจำเป็นที่สุดที่ต้องกล้าเผชิญหน้าอย่างเปิดเผย มั่นใจ คัดค้านความไร้สติ เบาปัญญา
ของเสียงข้างมาก
เมื่อปี 2517 ขบวนการนักศึกษาออกมาคัดค้านการปราบปรามในกรณีพลับพลาไชย จนถูกรุมกระหน่ำโจมตี เป็นจุดเปลี่ยนผันที่ความนิยมต่อนักศึกษาลดฮวบ
30 ปีผ่านไป ผมขอยกย่องความกล้าหาญของผู้นำนักศึกษาในเวลานั้น
ผมขอยกย่องความกล้าหาญของ อาจารย์ชัยวัฒน์
สถาอานันท์, คณาจารย์มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
กลุ่มนักศึกษาไทยในฮาวาย และกลุ่มหรือบุคคลอื่นๆ ที่กล้ายื่นคอออกมาขวางกระแสในกรณีปัตตานี
นี่คือเวลาที่เราท่านต้องออกมาคัดค้านด้านการใช้ความรุนแรงที่เสียงส่วนใหญ่สนับสนุน
อย่ากลัวรัฐบาล อย่ากลัวเสียงข้างมาก คิดหาวิธีการแสดงออกที่มีน้ำหนัก และเสียงดังกว่านี้
จงอย่านิ่งเฉยกับความรุนแรงไร้สติของรัฐและเสียงข้างมาก
ขอแสดงความนับถือ
ธงชัย วินิจจะกูล