จากเพลงเพื่อชีวิตถึงเพลงปฏิวัติ[1]
มติชนสุดสัปดาห์, ๒๓: ๑๑๘๑ (๔-๑๐ เมษายน ๒๕๔๖), ๗๕
และ ๒๓: ๑๑๘๒ (๑๑-๑๗ เมษายน ๒๕๔๖), ๖๑-๖๒
ผมไม่ใช่ศิลปินเพลง
เคยถูกจับไปร้องเป็นหางเครื่องเชียร์รำวงปฏิวัติซอดแจ้งของวงที่มั่นแดง ภาคอีสานใต้บ้าง เคยเขียนกลอนบ้างเล็ก
ๆ น้อย ๆ แต่ด้านหลักแล้วทำงานสอน-ค้น-เขียนหนังสือ,
ขอมอง เพลงเพื่อชีวิตและเพลงปฏิวัติ
จากมุมคนสนใจศึกษาค้นคว้าขบวนการปฏิวัติไทยในแง่ประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์ โดยแบ่งหัวข้ออภิปรายเป็น ๕ ข้อดังนี้:
-
๑) กรอบการมอง: การเมืองวัฒนธรรม
๒) กว่าจะเป็นเพลงเพื่อชีวิต
๓) สู่ขบวนการปฏิวัติ
๔) เพลงปฏิวัติ
๕) ข้อสังเกตต่ออนาคตของเพลงปฏิวัติ
๖) สรุป
๑) กรอบการมอง: การเมืองวัฒนธรรม
ช่วงหลังป่าแตกใหม่ ๆ ราวปี พ.ศ. ๒๕๒๔ มีการวิพากษ์วิจารณ์ประเมินขบวนการปฏิวัติไทยภายใต้การนำ
พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)
ขนานใหญ่ ประเด็นหนึ่งที่ขบวนฯถูกวิจารณ์คืออ่อนด้อยด้านทฤษฎี
ลอกจีน ไม่ได้สร้างสรรค์ทฤษฎีวิเคราะห์สังคมอะไรของตนเอง
ปัญญาชนหลัก ๆ ของพรรคก็เป็นกวีศิลปินนักเขียนเรื่องสั้นนิยาย
ไม่ใช่นักคิดนักทฤษฎี (เช่นทรรศนะวิจารณ์ของสมศักดิ์
เจียมธีรสกุล เป็นต้น)
ผมมองต่างออกไป คือมองด้านกลับ ถ้าจุดอ่อนของขบวนฯคือด้านทฤษฎี
จุดแข็งคือด้านการเมืองวัฒนธรรม ที่ผสานลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์เข้ากับภาษา-วัฒนธรรมไทย, ให้ชีวิตไทย ๆ แก่วาทกรรมนามธรรมต่างด้าว
พัฒนามันกลายเป็นอาวุธทางการเมืองวัฒนธรรมของพลังประชาชนฝ่ายค้านที่ก้าวหน้าในสังคมไทย,
เราอาจมองปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทยไม่ค่อยขึ้นในฐานะนักทฤษฎี แต่พวกเขามีความสามารถสูงและมีผลงานประจักษ์ยืนนานในแง่ นักการเมืองวัฒนธรรม
เมื่อพูดถึง การเมืองวัฒนธรรม ผมหมายถึงอะไร?
ผมเห็นว่าสงครามการเมืองวัฒนธรรมในสังคมไทยพูดให้ถึงที่สุดเป็นเรื่องศึกชิงความเป็นไทย,
มันเริ่มโดยชนชั้นปกครองที่สร้าง อุดมการณ์ความเป็นไทย
หรือ ชาตินิยมของรัฐราชการไทย
หรือ ราชาชาตินิยม (ถ้อยคำของธงชัย วินิจจะกูล) ขึ้นตั้งแต่ปลายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์, ปัญญาชนฝ่ายซ้ายไทยอาจไม่ได้สร้างสรรค์พัฒนาทฤษฎีลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์แปลกใหม่ขึ้นมา,
แต่พวกเขาได้แยกย้ายและร่วมกันเข้าตีอุดมการณ์ความเป็นไทย
อันเป็นป้อมปราการทางอุดมการณ์และวัฒนธรรมของอำนาจปกครองสังคมไทย,
พร้อมกันนั้นก็สร้างสรรค์และนำเสนอความเป็นไทยแบบใหม่หรือประชา-ชาตินิยมของขบวนปฏิวัติขึ้นด้วย
๒) กว่าจะเป็นเพลงเพื่อชีวิต
ข้อต่อยุทธศาสตร์หนึ่งของการผสานวาทกรรมลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์เข้ากับวัฒนธรรมไทยคือกลอน,
ก่อนจะมีเพลงเพื่อชีวิต-เพลงปฏิวัติ (ช่วงสงครามเย็นในครึ่งหลังของพุทธทศวรรษ ๒๔๙๐ ปลายรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงครามต่อยุคจอมพลสฤษดิ์
ธนะรัชต์) เรามีกาพย์กลอนเพื่อชีวิต-กาพย์กลอนปฏิวัติ
(ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองในครึ่งแรกของพุทธทศวรรษที่
๒๔๙๐)
ผมขออ้างอิงความเห็นของนักกลอนใหญ่สองท่านมาประกอบดังต่อไปนี้: -
ไทยเปนชาตินักกลอน
คนไทยเป็นนักกลอนอยู่ในนิสสัย
การว่ากลอนที่รื่นหูฟังเสนาะเพราะพริ้งนั้นแทบจะเป็นธรรมดาสามัญ
ในส่วนความนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อินทรายุธ (อัศนี พลจันทร). วรรณคดีเก่า
ๆ, คอลัมน์ข้อคิดจากวรรณคดี,
อักษรสาส์น, ๑:๑๑ (ก.พ.
๒๔๙๓), น. ๘๕
จะเห็นได้ว่าปัญญาชนนักกลอนฝ่ายเจ้ากับฝ่ายคอมมิวนิสต์ทั้งสองเห็นตรงกันในเรื่อง
๑) กลอนหรือสัมผัสเป็นองค์ประกอบแนบแน่นส่วนหนึ่งของความเป็นไทย ๒) และดังนั้นเมื่อรูปแบบหรือเนื้อความต่าง ๆ ตกถึงมือ คนไทยก็จะดัดแปลงแต่งให้มันสัมผัสกันเป็นกลอน
ลำดับการคลี่คลายขยายตัวของกระบวนการทำลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ให้เป็นไทยทางวัฒนธรรมจึงเริ่มจากการแปลศัพท์-บัญญัติศัพท์
-> กลอน [2] -> เรื่องสั้น
[3]-> นิยาย
[4]-> สัญลักษณ์ -> เพลง
[5] -> บทละคร
[6] -> ภาพยนตร์
[7]
มีข้อมูลบางประการที่น่าสนใจขออนุญาตยกมาประกอบในส่วนนี้ กล่าวคือ: -
ในเรื่องการแปลศัพท์-บัญญัติศัพท์ นักแปลและบัญญัติศัพท์วาทกรรมมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์จากต่างภาษา
(จีน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส) มาเป็นภาษาไทยรุ่นแรกราวพุทธทศวรรษที่
๒๔๗๐ ๒๔๘๐ คือเจ้าหน้าที่สายสืบของรัฐ และ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร
วรวรรณ (กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์)
ฝ่ายหนึ่ง กับสหายเวียดเคียว
(ชาวเวียดนามอพยพ) ผู้ทำหน้าที่แปลใบปลิวแถลงการณ์คอมมิวนิสต์ของสหายหัวเฉียว
(จีนอพยพ) ที่เขียนขึ้นเป็นภาษาจีนมาเป็นไทยอีกทีหนึ่งเพื่อพิมพ์เผยแพร่
อย่างไรก็ตาม ศัพท์แปลและบัญญัติรุ่นแรกนี้ไม่ใคร่ติดปากติดหูผู้คนเพราะใช้จำกัดเฉพาะในแวดวงข่าวกรองและนโยบายรัฐหรือไม่ก็อยู่ใต้ดิน;
จนหลังสงครามโลกครั้งที่สอง จึงเกิดนักแปลและบัญญัติศัพท์มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์รุ่นใหม่
คนสำคัญในพคท.คืออุดม สีสุวรรณ
(รับผิดชอบแผนกหนังสือสิ่งพิมพ์ของพรรคในช่วงพุทธทศวรรษ
๒๔๙๐), โต จูฑารักษ์ (หรือประพันธ์ วีระศักดิ์ โฆษกพรรค), อุทัย เทียมบุญเลิศ, บุญล้อม เลิศปรีชา ฯลฯ ส่วนนอกพรรคได้แก่สมัค
บุราวาศ, สุภา ศิริมานนท์, กุหลาบ สายประดิษฐ์, สุภัทร สุคนธาภิรมย์
ฯลฯ
ศัพท์แปลและบัญญัติรุ่นหลังนี้พิมพ์เผยแพร่ได้กว้างเพราะมีตลาดเปิดถูกกฎหมายอยู่ ๖
ปีระหว่างยกเลิกกฎหมายต่อต้านคอมมิวนิสต์หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
(พ.ศ. ๒๔๘๙-๒๔๙๕)
และตลาดกึ่งเปิดในช่วงผ่อนคลายให้เสรีภาพทางการเมืองระหว่างปลายรัฐบาลจอมพลแปลกต่อรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์
(กลาง พ.ศ. ๒๔๙๘-ปลาย พ.ศ. ๒๕๐๑) บวกกับมีขบวนการนักศึกษามหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง
(มธก.) ซึ่งต่อมาขยายไปยังมหาวิทยาลัยอื่น
ๆ , ขบวนการสหอาชีวะกรรมกรแห่งประเทศไทยและองค์การกรรมกรอื่น
ๆ ใต้การนำหรืออิทธิพลของ พคท.,
ครูอาจารย์นักเรียนนิสิตนักศึกษาพระข้าราชการและผู้ประกอบวิชาชีพเป็นฐานผู้อ่าน,
มีนักศึกษาปัญญาชนนักเขียนนักหนังสือพิมพ์หัวเสรีนิยม-สังคมนิยมทั้งฝ่ายปรีดีและพคท.เป็นกลุ่มผู้เขียน-แปล
ทำให้ศัพท์มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ไทยที่แปลและบัญญัติรุ่งหลังสงครามโลกครั้งที่สองนี้ติดปากติดผู้คน
กลายเป็นภาษามหาชนผ่านสิ่งพิมพ์ฝ่ายซ้ายกว่ายี่สิบฉบับ เช่น หนังสือพิมพ์มหาชนรายสัปดาห์ของพคท.,
นิตยสารอักษรสาส์นรายเดือนของคุณสุภา ศิริมานนท์, หนังสือพิมพ์การเมืองรายสัปดาห์ของประสิทธิ์
กาญจนวัฒน์และคณะ, วารสารธรรมจักรของสโมสรนักศึกษา
มธก., หนังสือพิมพ์ปิตุภูมิรายสัปดาห์ของเปลื้อง
วรรณศรี (พคท.), นิตยสารเศรษฐสารรายปักษ์ (พคท.), นิตยสารสายธารรายเดือน (พคท.)
ฯลฯ
การแปลศัพท์-บัญญัติศัพท์มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์เป็นไทยสัมพันธ์และสำคัญกับกลอนอย่างไร? ความข้อนี้มีนัยแยบยลน่าสนใจ กล่าวคือ
ถ้าไม่แปลเป็นไทย ศัพท์มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ต่างภาษาเหล่านั้นนอกจากอาจไม่ค่อยเป็นที่เข้าใจของผู้อ่านชาวไทยแล้ว
ก็ยังแปลกหน้าแปร่งหูขัดปาก ยากที่จะสัมผัสคล้องจองกับคำไทยอื่น
ๆ และไม่สะดวกราบรื่นคล่องแคล่วที่จะเข้าสู่กาพย์กลอน อาทิตามหนังสือ พจนานุกรมลำดับสระ
ของ ลออง มีเศรษฐี ปรากฎว่ามีคำไทยเพียง ๑๕ คำที่สัมผัสกับคำว่า socialism, communism หรือ isms (อึ้ม) อื่น ๆ (อาทิ อึมครึม,
ทึบทึม ฯลฯ ซึ่งเป็นคำที่ไม่ค่อยรุ่งโรจน์สดใสและเป็นมงคลเท่าไหร่) ขณะคำไทยที่สัมผัสกับคำแปลเป็นไทยว่า สังคมนิยม (อม) นั้นมีมากถึง ๒๙๔ คำ, คงเห็นได้ว่าหากไม่แปลเป็นไทย ศัพท์มาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ต่างภาษาจะหาสัมผัสกับคำไทยยากแค่ไหน,
และเมื่อแปลเป็นไทยแล้ว จะหาสัมผัสกับเพื่อนพ้องน้องพี่คำไทยได้ง่ายและมากเพียงใด
กล่าวสำหรับการทำลัทธิมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์ให้เป็นสัญลักษณ์, บทกวี โดม
ผู้พิทักษ์ธรรม
อันลือลั่นของเปลื้อง วรรณศรี
(พ.ศ. ๒๔๙๕) มีวรรคทองทิ้งท้ายว่า:
-
ถ้าขาดโดม...เจ้าพระยา...ท่าพระจันทร์ เสมือนขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม!
๓๑ ปีให้หลัง คุณเปลื้องได้อธิบายสัญลักษณ์เหล่านี้ว่า
โดม = ปรีดี พนมยงค์ (น่าสงสัยว่าเป็นคำอธิบายแบบฉลาดหลังเหตุการณ์หรือไม่?
๓๑ ปีก่อนตอนเขียน, โดม อาจจะหมายถึง พคท.ได้หรือเปล่า?),
เจ้าพระยา = ชนชาติไทย, ท่าพระจันทร์ = นักศึกษา เป็นต้น
กล่าวเฉพาะแม่น้ำเจ้าพระยา
นักเขียนฝ่ายซ้ายหลายคนใช้แม่น้ำสายนี้เป็นสัญลักษณ์แทนแนวคิดที่ได้รับอิทธิพลมาร์กซิสต์-คอมมิวนิสต์
อาทิ เปลื้อง วรรณศรีใช้มันเป็นสัญลักษณ์ของ ประวัติการต่อสู้เพื่อความเป็นไทของชนชาติไทย,
อัศนี พลจันทรใช้แทน ความเปลี่ยนแปลงที่ชะล้างสิ่งชั่วร้ายในสังคม, ทวีป วรดิลกใช้แทน
ความเปลี่ยนแปลงของสังคมอันเกิดจากความขัดแย้งตามกฎเกณฑ์วัตถุนิยมไดอเล็คติคของประวัติศาสตร์มนุษย์
และคุณเสนีย์ เสาวพงศ์ใช้แทน
๑) ความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ ๒)
การขวนขวายดิ้นรนเพื่อยังชีพรอดและดำเนินชีวิตโดยองค์รวมทุกด้านของคนในสังคม ไม่ว่าทางเศรษฐกิจ ศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรม ศาสนา ฯลฯ และ
๓) ประวัติการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ สันติภาพและความเป็นชาติของชนเผ่าไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน
จนถึงกึ่งพุทธกาล อุดม สีสุวรรณ (ภายใต้นามปากกา ประสาน ในปิตุภูมิรายสัปดาห์) ก็มั่นใจพอที่จะกล่าวอ้างเต็มปากเต็มคำได้ว่าชาวคอมมิวนิสต์เป็นคนไทย,
เป็นผู้รักชาติ และรักวิถีชีวิตแบบไทย
๓) สู่ขบวนปฏิวัติ
นอกจากมีการแปล-บัญญัติศัพท์,
มีกลอน
ก็ต้องมีขบวนปฏิวัติที่ต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขาจึงจะเกิดเพลงปฏิวัติในเขตป่าเขาขึ้นได้
คำถามคือขบวนปฏิวัติเกิดขึ้นอย่างไร?
คณะ ปฏิวัติ ของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยึดอำนาจเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ สถาปนาระบอบเผด็จการทหาร สมบูรณาญาสิทธิ์
(absolutist military dictatorship) จัดการทำลาย {ปัญญาชนสาธารณะ} ฝ่ายซ้าย โดยแยก [ปัญญาชน] ออกจาก [สาธารณะ], พวกเขาส่วนใหญ่ที่สุดไม่ถูกประหาร รัฐเผด็จการให้มีชีวิตต่อ
แต่ถูกจับขังลืมในคุก, ไม่ให้พวกเขาตีพิมพ์เผยแพร่ข้อคิดงานเขียนต่อสาธารณะ
ไม่ให้มีชีวิตสาธารณะ หรือนัยหนึ่งทำให้พวกเขา
ตาย ไปจากสาธารณชนชาวไทยนั่นเอง
บทสรุปจากการนี้และการที่ต่อมาเผด็จการสฤษดิ์ใช้อำนาจตามมาตรา
๑๗ ของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรประหารฝ่ายนำและผู้ปฏิบัติงานพคท.ในชนบทจำนวนหนึ่ง
(ได้แก่รวม วงษ์พันธ์, ครอง จันดาวงศ์, ทองพันธ์ สุทธิมาศ) ทำให้พคท. ในสมัยสมัชชา
๓ ตัดสินใจเลือกเดินแนวทางต่อสู้ด้วยอาวุธเพื่อยึดอำนาจรัฐ
นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงใหญ่ ๕ ประการในขบวนการคอมมิวนิสต์ไทย
คือ: -
๑) เปลี่ยนจาก [พรรคเมือง]
-> [พรรคชนบทป่าเขา] ในแง่ที่ตั้งและสภาพแวดล้อมทางสังคม-การเมือง
(ruralization)
ขณะที่ในสังคมภายนอก เมืองและทุนนิยมถูกเร่งรัดพัฒนา
๒) เปลี่ยนจาก [พรรคของกรรมกร-นายทุนน้อยเชื้อสายจีนและปัญญาชนไทยจำนวนหนึ่ง] -> [พรรคชาวนาและชนชาติส่วนน้อยเขตป่าเขา] ในแง่สมาชิกภาพและฐานมวลชน (peasantization,
minority ethnicization)
ขณะที่ในสังคมภายนอก ชุมชนชาวนาชนบทพากันแตกตัวแยกขั้วเป็นชนชั้นต่าง ๆ ชัดเจนมากขึ้น (ชาวนารวย, กลาง, จน, รับจ้าง) หรือไม่ก็ล้มละลาย
อพยพเข้าเมือง, ส่วนชนชั้นกลางนักศึกษาปัญญาชนเติบใหญ่ขยายตัวทางปริมาณและคุณภาพ
๓) เปลี่ยนจาก [พรรคพลเรือน]
-> [พรรคกองทัพจรยุทธ์ปิดลับใต้ดิน] ในแง่รูปการจัดตั้งและวัฒนธรรมองค์การ (militarization) แตกต่างจากลักษณะขององค์การมวลชนหรือองค์การการเมือง (mass
organization, political organization) ที่เคยเป็นมาแต่เดิม
ขณะที่ในสังคมไทยโดยรวมและภูมิภาคอินโดจีนก็เกิดสงคราม การแพร่หลายของอาวุธและวัฒนธรรมความรุนแรง-ทหารด้วย
๔) เปลี่ยนจาก [พรรคที่เคยเป็นเจ๊กจีนตอนก่อตั้ง]
แล้วกลายมาเป็น [พรรคไทยระดับหนึ่ง]
ในพุทธทศวรรษ ๒๔๙๐ แต่กลับเปลี่ยนอีก
-> [พรรคจีน] ในแง่อุดมการณ์
ทฤษฎีและวัฒนธรรมการเมือง (re-sinicization)
ดังจะเห็นได้จากเนื้อหาลีลาท่วงทำนองเพลงปฏิวัติของสถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย
(สปท.) ยุคแรก ๆ ซึ่งเลียนแบบและรับอิทธิพลจีนยุคปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างแรงกล้า เป็นต้น
ในทางกลับกัน รัฐไทยซึ่งเป็นศัตรูหลักและปรปักษ์เอกของ พคท. กลับกลายเป็นแบบอเมริกันในช่วงเวลาเดียวกัน (Americanization)
๕) เปลี่ยนจาก [พรรคที่มีเอกภาพพอสมควรในระดับ
ชาติ] (ในความหมายของเมือง-หัวเมือง)
->[พรรคที่มีวัฒนธรรมท่วงทำนองแตกต่างหลากหลายภายในไปตามท้องถิ่นและรับอิทธิพลพรรคและประเทศพี่น้องสากลข้ามพรมแดนของท้องถิ่นนั้น
ๆ] (localization) โดยพคท. ภาคเหนือรับอิทธิพลจีนแดง, พคท. อีสานเหนือรับอิทธิพลอ้ายน้องลาว, พคท. อีสานใต้รับอิทธิพลเขมรแดง, พคท.ใต้ดูเหมือนจะรับอิทธิพลชาวปักษ์ใต้ท้องถิ่น, ส่วนพคท. ตะวันออกรับอิทธิพลเจ้าพ่อ
ในทางตรงข้ามสังคมไทยโดยรวมถูกกลืนเข้าตลาดระดับชาติ-โยงตลาดโลกเดียวกันมากขึ้น
(globalization?)
ส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงใหญ่ของ พคท.ครั้งนี้คือการที่ปัญญาชนฝ่ายซ้าย อาทิ
กุหลาบ, อุดม, เปลื้อง, ผิน บัวอ่อน,
วินัย เพิ่มพูนทรัพย์, สัมผัส พึ่งประดิษฐ์, ไวฑูรย์ สินธุวณิชย์, สุจินต์ อัครสมิตและภรรยา, จิตร ภูมิศักดิ์, สมพงษ์ อยู่ณรงค์ ฯลฯ ออกจากคุกและ/หรือหันหลังให้รัฐเผด็จการ
กลับคืนสู่ สาธารณะ ในความหมายเข้าป่าจับปืน ไปร่วมชาวนา-ชาวเขาในขบวนปฏิวัติ
ทำสงครามประชาชน, ในท่ามกลางการประสานชีวิตการต่อสู้ของปัญญาชนสาธารณะกลุ่มนี้เข้ากับชาวนานี่เอง
ก็เกิดการคลี่คลายของ [เพลงเพื่อชีวิต
-> เพลงปฏิวัติ] ด้วย (ตัวอย่างโดดเด่นที่รู้จักกันดีคือการแต่งเพลงปฏิวัติในป่าของจิตร
ภูมิศักดิ์ ดังปรากฏในงานค้นคว้าเชิงสารคดีของแคน
สาริกา, แต่ก็ยังมีเพลงปฏิวัติที่ปัญญาชนอื่นแต่งอีกเช่น
อัศนี พลจันทร, อุดม สีสุวรรณ, เพลงรำวงพื้นบ้านของภรรยาคุณ สุจินต์
อัครสมิต เป็นต้น)
กระบวนการนี้จะเกิดซ้ำกับนักศึกษาประชาชนหลังการฆ่าหมู่และรัฐประหาร
๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
วัฒนธรรมการเมืองของขบวนการนักศึกษาตุลาคมโดยภาพรวม ตั้งแต่ก่อน ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ - ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ -ซึ่งเพลงเพื่อชีวิตเป็นองค์ประกอบสำคัญหนึ่งนั้น
เป็นการผสมผสานเข้าด้วยกันของหลายกระแสวัฒนธรรมท่ามกลางสถานการณ์การเมืองประชาธิปไตยเปิด
มีสิทธิเสรีภาพมาก,
แต่ก็มีความขัดแย้งทางการเมือง-อุดมการณ์และชนชั้นสูงจนถึงขั้นมีการก่อการร้ายลอบสังหารโดยกลุ่มการเมืองฝ่ายขวาและกลไกรัฐในเมือง
หัวเมืองและชนบท, รายรอบด้วยสงครามอินโดจีนข้างบ้าน
และสงครามจรยุทธ์ระหว่างพคท.กับรัฐในชนบทป่าเขาทั่วประเทศ,
ในแง่สากล อเมริกาเพลี่ยงพล้ำ
จีนกำลังหวนคืนแสดงบทบาทอิทธิพลในเวทีโลก สองฝ่ายร่วมมือกันต้านยันสหภาพโซเวียต ส่งผลต่อการแบ่งข้างเลือกค่ายในขบวนปฏิวัติอินโดจีนและในประเทศไทย
กระแสที่มาประกอบเป็นวัฒนธรรมการเมืองของขบวนการนักศึกษาประชาชนตุลาคมได้แก่
๑) ซ้ายเก่าพุทธทศวรรษ ๒๔๙๐ ที่ถูกรื้อฟื้นขึ้น
๒) ซ้ายใหม่จากตะวันตก ๓) ซ้ายป่า
พคท. ๔) ซ้ายจีนแดง เพลงเพื่อชีวิตก็สะท้อนอิทธิพลต่าง
ๆ เหล่านี้ผ่านการปรุงแต่งและสะท้อนประสบการณ์วิธีคิดของนักศึกษาคนเมือง -> จนหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙
พวกเขาก็พกพาเอาพื้นเพทักษะประสบการณ์ทางศิลปวัฒนธรรมดังกล่าวติดตัวเข้าชนบทป่าเขาไปปรับประยุกต์เป็นเพลงปฏิวัติ
รับใช้สงครามประชาชนใต้การนำ พคท.
๔) เพลงปฏิวัติ
ผมมีข้อสังเกตเบื้องต้นบางประการต่อเอกลักษณ์ต่าง ๆ ของเพลงปฏิวัติดังนี้: -
๑) เพลงปฏิวัติเป็นปรากฎการณ์ทางศิลปวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานปรากฎการณ์ทางสังคม-การเมือง
อันได้แก่การที่ปัญญาชนยกขโยงขนานใหญ่ข้ามชนชั้น,
ชนชาติ, วิถีชีวิต, สังคมวัฒนธรรมเข้าไปประสานร่วมกินร่วมอยู่ร่วมสู้รบกับชาวนา ในชนบทป่าเขา, จัดตั้งเป็นกองทัพประชาชน,
เพื่อทำสงครามปฏิวัติ
ปรากฎการณ์ทางสังคม-การเมืองที่ว่านี้ในอดีตไม่เคยมีมาในเมืองไทย, ในอนาคต ก็คงจะไม่มีอีกแล้ว, นั่นหมายความว่าเพลงปฏิวัติ อันเป็นปรากฏการณ์ทางศิลปวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นบนเงื่อนไขพื้นฐานนั้น
ก็คงจะไม่มีอีกแล้วเช่นกัน
๒) ในแง่รูปแบบ เพลงปฏิวัติผสมอิทธิพลของศิปละดนตรีเมือง-ตะวันตกและดนตรีไทยเดิมภาคกลางซึ่งนักศึกษาชาวเมืองนำมา
เข้ากับศิลปะดนตรีภาษาลีลาท่วงทำนองท้องถิ่นพื้นบ้านชนบทของชนชาติต่าง ๆ ทำให้เพลงปฏิวัติมีลักษณะท้องถิ่นและลักษณะชนชาติในทางรูปแบบ,
อีกทั้งยังรับอิทธิพลวัฒนธรรมปฏิวัติของพี่น้องสากลข้ามพรมแดนไม่ว่าจีน, เวียดนาม, ลาว, เขมรแดง ทำให้เพลงปฏิวัติมีลักษณะลอดรัฐหรือลักษณะภูมิภาคในทางรูปแบบด้วย
๓) ในแง่เนื้อหา เพลงปฏิวัติเป็นเพลงการเมืองของประชาชน
ที่เสนอชาตินิยมทางเลือกแบบปฏิวัติและอุดมคติ,
ค่านิยมหลักที่เสนอคือ เสมอภาค
(ตรงข้าม ศักดินา), ประชาธิปไตย (ตรงข้าม อำนาจนิยม), ประชานิยม (ตรงข้าม นิยมชนชั้นนำ), ชาติไทยในอนาคตที่บรรเลงร้องและจินตนาการออกมาเป็นชาติที่เสมอภาค
ประชาธิปไตย และเป็นของประชาชน
หรือกล่าวรวบยอดได้ว่าเป็นชาติที่มีความเป็นธรรมทางสังคมในความหมายสังคมนิยม
๔) ในแง่อุดมคติ เพลงสะท้อนชีวิตในขบวนสู้รบที่ปฏิวัติของคนต่างชนชั้น
(โดยเฉพาะที่สำคัญคือปัญญาชนคนชั้นกลางกับชาวนา),
ขบวนดังกล่าวในแง่หนึ่งมีฐานะเป็นชุมชนยูโทเปียที่ทดลองสร้างทดลองทำทดลองปฏิบัติสังคมหลังการปฏิวัติจำลอง
ก่อนที่การปฏิวัติจะสำเร็จ (เปรียบคล้ายคณะสงฆ์ท่ามกลางสังคมโลก);
สำหรับชาวนา
ความเป็นอุดมคติของขบวนปฏิวัติที่เขาไม่พบเจอในสังคมข้างนอกคือความเสมอภาค,
ความที่เขาเท่ากับปัญญาชน,
กระทั่งรู้มากกว่าและมีทักษะอยู่กินเอาตัวรอดที่จำเป็นในพื้นที่เก่งกว่า สอนให้ได้; สำหรับปัญญาชน
ความเป็นอุดมคติของขบวนปฏิวัติที่เขาไม่พบเจอในสังคมข้างนอกคือการมีโอกาสได้ลงแรงตรากตรำลำบากผจญภัยเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย,
เพื่อส่วนรวม เพื่อคนอื่น
อย่างไม่เห็นแก่ตัว, เป็นนักเรียนน้อยที่ไม่รู้อะไรและต้องเรียนรู้ใหม่จากชาวนา,
ซึ่งเป็นความรู้นอกหนังสือตำราจากชีวิตจริง; ในแง่รวมคือภราดรภาพ ความเป็นสหายและพี่น้องช่วยเหลือเกื้อกูล
แคร์กัน
เสียสละเพื่อกันและกันของคนแปลกหน้าต่างชนชั้นที่มาร่วมชะตากรรมเดียวในภารกิจเดียวกัน
๕) นักแต่งเพลง นักดนตรี นักร้อง นักรำเพลงปฏิวัตินั้นมาจากภูมิหลังต่าง
ๆ ไม่เพียงในแง่ชนชั้น แต่ในแง่อาชีพ
เช่นจากแพทย์, เภสัชกร, ครู,
ชาวนา, ช่างเทคนิค
ฯลฯ นับเป็นบทพิสูจน์ที่มีชีวิตชีวาว่ามนุษย์คือคลังแห่งความเป็นไปได้ที่ไม่มีที่สิ้นสุด
รอให้เงื่อนไขเอื้ออวยเปิดให้ ก็พร้อมจะแสดงศักยภาพที่คิดไม่ถึงออกมา,
หากไม่มีการปฏิวัติ
ศักยภาพศิลปินในตัวพวกเขาเหล่านี้ก็อาจจะไม่มีวันปรากฎออกมาให้สหายและโลกได้เห็นได้ยินได้ฟังได้รับรู้
๖) เพลงปฏิวัติก็มีข้อจำกัด เพราะเป็นเพลงที่แต่งขึ้นภายใต้เงื่อนไขสู้รบสงคราม
และการนำทุกด้านแบบรวมศูนย์องค์เดียวของพรรคคอมมิวนิสต์
รูปแบบเนื้อหาของเพลงปฏิวัติจึงสะท้อนเงื่อนไขนี้ มิใช่เงื่อนไขอื่น, อยู่ภายใต้กรอบนี้
มิใช่กรอบอื่น, บางเรื่องของความเป็นมนุษย์และชีวิตปกติจึงหายไปจากเพลงปฏิวัติ
นับเป็นความขาดหายบกพร่องที่กำหนดจากสภาพเงื่อนไขที่เป็นจริงทางประวัติศาสตร์ของขบวนการปฏิวัติไทยเอง
๕) ข้อสังเกตต่ออนาคตของเพลงปฏิวัติ
๑) ไม่ว่าจะรับหรือไม่และจะชอบหรือไม่, เพลงปฏิวัติเป็นส่วนหนึ่งของมรดกไทย
พูดให้แม่นยำยิ่งขึ้น มันเป็นทรัพยากรทางวัฒนธรรมสำหรับการต่อต้านทางสังคมและการเมือง
ที่ชนชาวไทยคนเล็กคนน้อยด้อยอำนาจรุ่นหลังสามารถหันมาขุดค้นล้วงหยิบ - ไม่ว่าภาษา ศัพท์แสง ค่านิยม อุดมคติ จากเพลงเหล่านี้เพื่อใช้มันคัดค้านอำนาจอธรรมในภายภาคหน้า
๒)
เพลงปฏิวัติยังเป็นส่วนหนึ่งของสายใยเชื่อมโยงอดีตเข้ากับอนาคตของสังคมไทย เพราะคนที่ไม่มีอดีต ก็ไม่มีเอกลักษณ์
และง่ายที่จะกลายเป็นสัตว์เศรษฐกิจ อดีตช่วยให้เรายับยั้งชั่งใจ มันบอกกล่าวตักเตือนเราว่ามีทาง
เลือกในอนาคตบางอย่างที่เราไม่ควรเลือก ไม่ควรไป-ต้องไม่เลือก ต้องไม่ไป เพราะอนาคตนั้น ๆ ตัดตอนทำลายตัวตนในอดีตของเรา,ทำลายค่านิยม ความเชื่อ ศรัทธา อุดมคติในอดีตของเราจนเกินไป
จนตราบใดที่เรายังพอจำเงาหน้าตัวเองในอดีตได้ เราก็มิอาจไม่ค้าน
๓) รูปแบบที่กล้าผสมผสานข้ามพรมแดนชนชั้น-ชนชาติ-ประเทศ และท่าทีที่พร้อมพูดเรื่องการเมือง, วิพากษ์วิจารณ์
และยึดมวลชนเป็นที่ตั้ง นับเป็นจุดเด่นของเพลงปฏิวัติที่ควรค่าแก่การรักษาสืบทอดพัฒนาต่อไป
๖) สรุป
เมื่อมองฐานะบทบาทและความสัมพันธ์ของเพลงปฏิวัติกับขบวนการปฏิวัติไทยในภาพรวมแล้ว
ก็คงไม่เกินเลยที่จะสรุปว่าการปฏิวัติไทยน่าจะเป็นการปฏิวัติที่ถูกทำให้สัมผัสเป็นกลอนและถูกขับร้องเป็นเพลงมากที่สุดในโลก
(the most rhymed and sung revolution in the world) ชั่วแต่ว่ามันเป็นการปฏิวัติที่ล้มเหลว
ทว่าความข้อนี้ก็มีแง่ดีอยู่ เพราะการปฏิวัติที่ล้มเหลวไม่เคยถูกทรยศ (A failed
revolution is never betrayed.)
[1] เค้าโครงคำอภิปรายเรื่อง จากเพลงเพื่อชีวิตถึงเพลงปฏิวัติ
ในงาน ภราดรรำลึก บันทึกประวัติศาสตร์เพลงปฏิวัติ จัดโดยคณะกรรมการโครงการบันทึกและเผยแพร่ประวัติศาสตร์งานเพลงปฏิวัติ
ณ ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์,
๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๖
[2]
ลำนำแห่งลำน้ำเจ้าพระยา ของ
ทวีปวร, เราชะนะแล้ว, แม่จ๋า ของนายผี เป็นต้น
[3] คาร์ล มาร์กซ์,
กลิ่นดินปืน และนันทิยา ของ อ.อุดากร, ขอแรงหน่อยเถอะ ของ ศรีบูรพา, เรื่องสั้นต่าง ๆ ของ อิศรา อมันตกุล เป็นต้น
[4] จนกว่าเราจะพบกันอีก และ แลไปข้างหน้า ของศรีบูรพา, ปีศาจ และ ความรักของวัลยา ของ เสนีย์ เสาวพงศ์
เป็นต้น
[5] มาร์ชแอนตี้จักรวรรดินิยม, มาร์ชกรรมกร
ของจิตร ภูมิศักดิ์ เป็นต้น
[6] บทละครเรื่อง อานุภาพของประชาชน
ของ สุวัฒน์ วรดิลก เป็นต้น
[7]
ภาพยนตร์เรื่อง สวรรค์มืด
กำกับโดย รัตน์ เปสตันยี, บทภาพยนตร์โดย สุวัฒน์ วรดิลก เป็นต้น